ผู้เขียน หัวข้อ: สีเสียด เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณเเละประโยชน์อย่างน่าทึ่ง  (อ่าน 5 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

กุมภาพันธ์ 07, 2019, 04:44:03 PM
  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 126
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด


สีเสียด
ชื่อสมุนไพร สีเสียด
ชื่ออื่นๆ/ชื่อเขตแดน สีเสียดเหนือ ,สีเสียดไทย (ภาคกึ่งกลาง),สีเสียด,ขี้เสียด,สีเสียดเหลือง(ภาคเหนือ),สีเสียดแก่น(จังหวัดราชบุรี),สะเจ(ไทยใหญ่)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Acacia catechu (L.f.) Willd.
ชื่อสามัญ Black Catechu ,Catechu Tree, Cutch tree,Acacia catechu, Cutch
วงศ์ LEGUMINOSAE- MIMOSACEAE
บ้านเกิดเมืองนอนสีเสียด
เสียดเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชียตั้งแต่ ตะวันตกของประเทศปากีสถาน ศรีลังกาอินเดียไปจนกระทั่งประเทศพม่าจีน,ไทยแล้วก็ประเทศต่างๆในรอบๆมหาสมุทรอินเดีย ต่อมามีการกระจัดกระจายพันธุ์ไปในประเทศต่างๆในบริเวณใกล้เคียง สำหรับในประเทศไทยมักขึ้นเรี่ยราดตามป่าโปร่งและป่าละเมาะ บนที่ราบ แห้ง โดยสามารถขึ้นเป็นกรุ๊ปๆบนพื้นที่ทรุดโทรมที่มีสภาพดินเหลวแหลกและก็มีก้อนกรวดหินผสมปนเป มีการระบายน้ำดี เป็นพืชพันธุ์ไม้ที่ถูกใจแสง ทนทานต่อสภาพแห้งแล้ง สามารถแตกหน่อได้อย่างเร็ว
ลักษณะทั่วไปสีเสียด
สีเสียดจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงกึ่งกลาง สูง 10-15 เมตร ผลัดใบ เรือนยอดโปร่ง ตามลำต้นรวมทั้งกิ่งมีหนามแหลมโค้งออกในลักษณะเป็นคู่ เปลือกเป็นสีเทาคล้ำหรือสีเทาอมน้ำตาลตะปุ่มตะป่ำแตกล่อนเป็นแผ่นยาว แก่นสีน้ำตาลปนแดง
ใบ เป็นแบบใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ ช่อใบกิ่งก้านสาขาเรียงตรงกันข้ามกัน 10-20 คู่ ใบย่อย 30-50 คู่ เรียงตรงกันข้าม ใบรูปแถบ กว้าง 0.5-1 มิลลิเมตร ยาว 4-7 มม. ปลายใบมน โคนใบเบี้ยว ใบเกลี้ยง หรือมีขนบางส่วนเส้นแขนงใบข้างละ 6-7 เส้น ก้านใบหลักยาวประมาณ 3-4 เซนติเมตร มีขน
ดอกออกเป็นช่อแบบช่อเชิงลดเหมือนช่อหางกระรอกตามซอกใบรวมทั้งปลายกิ่ง ช่อยาว 5-9 เซนติเมตร ดอกย่อยขนาดเล็ก สีขาวนวลหรือสีเหลืองอ่อน กลีบดอก 5 กลีบ ยาว 0.2-0.3 ซม เกสรเพศผู้หลายชิ้น เป็นเส้นเล็กสีขาว ดอกบานเต็มกำลังกว้าง 2-3 มิลลิเมตร มีกลิ่นหอมยวนใจ
ผลออกเป็นฝักแห้งแตก ฝักแบนรูปขอบขนานหัวท้ายแหลม ยาว 5-10 เซนติเมตร ฝักแก่สีน้ำตาลคล้ำเป็นมัน เม็ด มี 3-7 เม็ดต่อฝัก ลักษณะแบน สีน้ำตาลอมเขียว
เนื้อไม้ มีสีแดงเข้มถึงน้ำตาลแกมแดง วาวเลื่อม เสี้ยนสน เนื้อแน่น แข็งเหนียว ส่วนแก่นของต้นมีสีน้ำตาบแดง และทนทาน เลื่อยผ่า ตบแต่งได้ยาก
การขยายพันธุ์สีเสียด
สีเสียดสามารถเพาะพันธุ์ได้ 2 วิธี คือ
แบบอาศัยเพศ ใช้เมล็ดเพาะในแปลงเพาะ โดยการทำการเก็บฝักแก่จากต้น โดยจะสังเกตว่าฝัหมีสีน้ำตาลคล้ำเป็นมัน นำไปผึ่งแดดให้แห้ง 2-3 วัน ฝักจะแตกอ้าตามรอยตะเข็บด้านข้างเม็ดแก่จะมีสีน้ำตาลอมเขียว วาว แล้วนำเม็ดไปเพาะในแปลงเพาะ ซึ่งจะมีเปอร์เซ็นต์การงอกโดยประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์ และก็เม็ดจะใช้เวลาในการแตกหน่อ 10 วัน ก็เลยย้ายชำต้นกล้าลงถุงพลาสติกที่ได้ตระเตรียมดินไว้แล้ว ต่อจากนั้นรักษาต้นกล้าโดยประมาณ 4-5 เดือน ก็เลยนำไปปลูกเอาไว้ภายในพื้นที่ที่ต้องการถัดไป สำหรับเพื่อการเพาะเม็ด บางทีอาจจะใช้แนวทางหยอดเม็ดลงในถุงก๊อบแก๊บโดยตรงแล้ว รักษากล้าให้เจริญเติบโตจนถึงระยะปลูกก็ได้ด้วยเหมือนกัน
แบบไม่อาศัยเพศ โดยการใช้เหง้าปลูก เพราะว่าไม้แก่นเป็นไม้โตเร็ว ก็เลยสามารถขยายพันธุ์ตามธรรมชาติด้วยการแตกหน่อได้ด้วย
สำหรับเพื่อการกำหนดระยะ หากปรารถนาใช้ประโยชน์จากเนื้อไม้ควรจะปลูกระยะห่าง 2x3 เมตร หรือ 4x4 เมตร แต่ถ้าหากปลูกเพื่ออยากผลิตไม้ฟืนหรือถ่าน ควรจะปลูกระหว่าง 2x2 หรือ 2x4 เมตร และก็ถ้าปลูกเพื่อต้องการเก็บเม็ดสำหรับในการทำแหล่งเมล็ดพันธุ์ ควรปลูก 2x2 หรือ 2x4
องค์ประกอบทางเคมี
สาระสำคัญกรุ๊ปหลักที่พบในสีเสียดไทย เป็น สารกลุ่มแทนนิน (tannins) ที่ทำให้พืชสมุนไพรชนิดนี้รสฝาด ดังเช่น catechutannic acid ในจำนวน 20-35%, acacatechin 2-10%, epicatechin, phlobatannin, protocatechu tannins, pyrogallic tannins, epicatechin-3-O-gallate, epigallocatechin3-O-gallate ยิ่งกว่านั้นยังพบสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ (flavoniods) มี quercetin, quercetagetin, fisetin flavanol dimers, flavonol glycosides, 5,7,3´,4´-tetrahydroxy-3-methoxy flavone-7-O-β-D-galactopyranosyl-(1→4)-O-β-D-glucopyranoside และก็ยังพบสารกลุ่มอื่นๆอาทิเช่น catechu red แล้วก็ caffeine และถ้าหากแยกเป็นแต่ละส่วนออกมาจากสารต่างๆดังต่อไปนี้
ใบ พบ Catechin, Isoacacatechol, Tannins isoaca catechol acetate
เปลือกต้นเจอสารจำพวก Catechol, Gallic acid, Tannin, แก่นมีสาร Catechin, Dicatechin, 3′ ,4′ ,7′ , -Tri-O-methyl catechin, 3′ ,4′ ,5 , 5′ , 7-sPenta-O-methyl gallocatechin, ใบมีสาร -(+)-Chatechin, Isoacacatechol, Tannins isoacacatechol acetate ส่วนทั้งยังต้นมีสาร Epicatechin
สรรพคุณเสียดสี
ในประเทศไทยมีการนำมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆเยอะแยะ ดังเช่นว่า มีการเปลือกต้นแล้วก็ก้อน มาใช้ในอุตสาหกรรมย้อมผ้าและฟอกหนังสัตว์ โดยแก่นไม้หรือแก่นของจะให้สีน้ำตาล ที่สามารถนำมาใช้ย้อมผ้า แห แห รวมทั้งหนังได้ หรือจะใช้เปลือกต้นนำมาย้อมสีเส้นไหม โดยการลอกเอาเฉพาะเปลือกต้นแล้วนำมาสับเป็นชิ้นเล็กๆต้มสกัดสีกับน้ำ ในอัตราส่วน 1:2 ซึ่งจะได้เส้นไหมสีน้ำตาล ฯลฯ
สีเสียดมีแก่นไม้สีแดงเข้มถึงน้ำตาลแดง ลักษณะเป็นมันเลื่อมเหนียว แข็งแรง ขัดชักเงาได้ดิบได้ดี สามารถประยุกต์ใช้ผลดีในการทำเครื่องมือ เครื่องใช้ต่างๆหรือใช้ทำเสาเรือนใช้สำหรับกลึง แกะสลัก สำหรับต้นที่ลักษณะไม่ดีก็ใช้ทำฟืนเชื้อเพลิงหรือใช้เพื่อการเผาถ่านได้ ส่วนใบใช้เป็นอาหารสัตว์ประเภท วัว ควาย หรือใช้ต้นใช้เลี้ยงครั่งได้ด้วยเหมือนกัน นอกนั้นคนดอยในจังหวัดเชียงใหม่ ยังมีการใช้แก่นไม้ นำมาเคี้ยวกินกับหมากได้อีกด้วย
สำหรับคุณประโยชน์ทางด้านสมุนไพรนั้น ตามตำรายาไทยได้มีการนำมาทำเป็นเครื่องยาโดยการนำแก่นต้น สับให้เป็นชิ้นๆแล้วต้มและต้ม ต่อจากนั้นระเหยน้ำที่ต้มได้ให้เหนียวข้น จะได้ของแข็งเป็นก้อน สีน้ำตาลดำ เป็นเงา แข็ง รูปร่างไม่แน่นอน ผิวนอกหยาบ มีด้านในด้านหนึ่งที่แตกจะแวววาว ไม่มีกลิ่น รสขม ฝาดจัด ซึ่งมีคุณประโยชน์ แก้ท้องร่วงเรื้อรัง ลำไส้อักเสบ รักษาบาดแผล แก้ปากเป็นแผล ใส่แผลยุ่ยและก็ริดสีดวง แล้วก็อาการบาดเจ็บที่มีเลือดออก บดหรือต้มรับประทานแก้ท้องเดิน คุมธาตุ แก้บิดมูกเลือด แก้ลงแดง ทารักษาบาดแผล รักษาโรคผิวหนัง ต้มล้างรอยแผล ไทยเป็นยาฝาดสมาน แก้ท้องเสีย ห้ามเลือดที่ออกจากจมูก แก้บิด ล้างแผลหัวนมแตก ล้างแผลถูกไฟไหม้ ทำให้แผลหายเร็ว และก็ยังคงใช้ส่วนต่างๆของต้นเป็นสมุนไพรได้โดยจะมีสรรพคุณดังต่อไปนี้
แก่นไม้ แก้ท้องเดิน,รักษาโรคผิวหนัง,แก้บิด,ปิดธาตุ,แก้ลงแดง
เปลือกต้น แก้บิด แก้ท้องเสีย สมานแผล แก้ท้องเดิน
เมล็ดในฝัก ฝนแก้โรคหิด แผลน้ำกัดเท้า
ยิ่งไปกว่านี้บัญชียาจากสมุนไพร ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้เริ่มแรก ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา (ฉบับที่ 5) ปรากฏการใช้สีเสียดไทย ในยารักษาอาการของโรคในระบบทางเดินอาหาร ปรากฏตำรับ ”ยาเหลืองปิดสมุทร” มีส่วนประกอบของไทย รวมทั้งเทศ ร่วมกับสมุนไพรอื่นๆในตำรับ มีสรรพคุณบรรเทาอาการท้องเดินประเภทที่ไม่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อ ดังเช่นว่า อุจจาระไม่เป็นมูก หรือมีเลือดผสมรวมทั้งท้องเสียชนิดที่ไม่มีไข้ได้อีกด้วย

แบบ/ขนาดวิธีการใช้
ในการนำก้อนมาใช้จะต้องนำมาบดเป็นผงราว 0.3-2 กรัม แล้วชงน้ำกิน หรือต้มเอาน้ำกินช่วยแก้อาการท้องร่วง ท้องเสีย แก้บิด หรือใช้ทารักษาแผลต่างๆก็จะช่วยสมานแผลชะล้างบาดแผล ใช้ห้ามเลือด และก็รักษาโรคผิวหนัง น้ำกัดเท้าได้ แก้แผลเรื้อรัง ใช้เปลือกต้น ต้มกับน้ำ ใช้ล้างแผล จุกนมแตก ใช้ล้างแผล แก้แผลเน่าเรื้อรัง น้ำกัดเท้า แก้โรคหิด ใช้เมล็ดฝัก ฝนทาแก้โรคหิด แผลน้ำกัดเท้า หรือจะใช้ผงสีเสียดเป็นยาฝาดสมาน แก้อาการท้องเดิน โดยผสมกับผงอบเชย ในจำนวนเท่าๆกัน หากท้องเสียมากใช้ 1 กรัม ถ้าน้อยใช้ 1/2 กรัม ต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว เคี่ยวหนึ่งชั่วโมง กรอง รับประทานทีละ 4 ช้อนแกง (ประมาณ 30 มล.) วันละ 3 ครั้ง หรือใช้ผงผสมกับน้ำมันพืช ทาแผลน้ำกัดเท้า
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต่อต้านจุลชีวัน มีรายงานการวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านจุลินทรีย์ พบว่าสารสกัดน้ำ เมทานอล และก็เฮกเซน จากไทยมีฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรีย Escherichia coli O157:H7, Pseudomonas aeruginosa, Salmonella typhi, Bacillus subtilis, Bacillus cereus, Staphylococcus aureus แล้วก็ methicillinresistant S. aureus ได้ ยิ่งไปกว่านี้ยังพบว่าสารสกัดเฮกเซนจากเปลือกต้นไทยมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อรา Candida albicans แล้วก็ Aspergillus niger ได้
ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย มีการทดสอบพบว่ามีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus ทดลองสารสกัดเอทานอล (80%) จากลำต้นแห้ง ความเข้มข้น 6.25 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร กับเชื้อแบคทีเรีย S. aureus ในจานเพาะเชื้อ พบว่ามีฤทธิ์อ่อนๆเมื่อเปลี่ยนมาใช้สารสกัดเอทานอล (95%) จากเรสินของสีเสียด พบว่ามีฤทธิ์ มีการทดลองน้ำสกัด สารสกัดเฮกเซน แล้วก็สารสกัดเอทานอล ความเข้มข้น 200 มิลลิกรัม/มล. ของพืชหลายแบบสำหรับในการต่อต้านเชื้อแบคทีเรียจำพวกต่างๆโดยแนวทาง agar well diffusion จากผลของการทดสอบพบว่า สารสกัดเอทานอลจากเปลือกของ มีฤทธิ์ต้านทาน S. aureus ส่วนน้ำสกัดมีฤทธิ์อ่อนๆแล้วก็สารสกัดเฮกเซนไม่มีฤทธิ์
ฤทธิ์ต้านอาการท้องร่วง สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์น้ำจากเปลือกต้น (Acacia catechu Willd.) ซึ่งประกอบด้วยสารกลุ่ม catechins ดังเช่น (-)-epicatechin แล้วก็ (+)-catechin มีฤทธิ์ลดความถี่แล้วก็ความแรงสำหรับเพื่อการหดเกร็งตัวของลำไส้ใหญ่รวมทั้งลำไส้เล็กส่วนปลายที่แยกได้จากหนูตะเภา โดยฤทธิ์การหยุดยั้งจะมากขึ้นตามปริมาณสารสกัดที่ให้ สารสกัดจากต้นสามารถเสริมฤทธิ์ของ calcium antagonist สำหรับการต้านการยุบเกร็งรอบๆลำไส้ใหญ่มากกว่าส่วนของลำไส้เล็กส่วนปลาย และก็สามารถออกฤทธิ์คลายการหดเกร็งของลำไส้ใหญ่และลำไส้เล็กส่วนปลายจากการเหนี่ยวนำด้วยสาร carbachol ซึ่งเป็นการการันตีว่าเปลือกต้นมีฤทธิ์ต่อต้านการยุบเกร็งของลำไส้ผ่านการยับยั้ง muscarinic receptors รวมทั้ง Ca2+ channels ของเซลล์ จากการทดสอบฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรียที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการท้องร่วง พบว่าสารสกัดจากต้นสามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อ Campylobacter jejuni, Escherichia coli รวมทั้ง Salmonella spp โดยไม่มีผลต่อเชื้อจุลินทรีย์ประเภท Bifido และ Lactobacillus ในไส้เมื่อให้ที่ความเข้มข้น 5 เท่าของฤทธิ์ต่อต้านการหดเกร็ง ก็เลยสามารถสรุปได้ว่าสารสกัดจากต้นออกฤทธิ์บรรเทาอาการท้องร่วง โดยการต้านการยุบเกร็งในลำไส้มากยิ่งกว่าฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย ก็เลยน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการดูแลรักษาอาการท้องร่วงที่ไม่ได้มีเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย
ฤทธิ์ต่อต้านอักเสบ การทดสอบนำสารสกัดผสมระหว่าง baicalin จาก Scutellaria baicalensis รวมทั้ง (+)- Catechin จาก A. catechu มาทดสอบฤทธิ์ลดการอักเสบ พบว่าสารผสมดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นสามารถยับยั้งลักษณะการทำงานของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี cyclooxygenase (COX) และก็ 5-lipoxygenase (5-LOX) ได้ โดยมีค่า IC50 (50% inhibitory concentration) ต่อ ovine COX-1 and COX-2 peroxidase enzyme แล้วก็ potato 5-LOX enzyme พอๆกับ 15 g/mL และก็ 25 g/mL ตามลำดับ
ฤทธิ์ต้านทานออกซิเดชั่น การเรียนรู้ฤทธิ์ต่อต้านออกซิเดชั่นของส่วนสกัดเอธานอลจาก A. catechu (L.f.) Willd. ด้วยแนวทาง 1,1-Diphenyl-2-picrylhydrazyl (DPPH)assay โดยเปรียบเทียบกับสารมาตรฐาน Buthylated Hydroxyl toluene (BHT) และ Quercetin ได้ค่าความเข้มข้นของสารสกัดที่ยับยั้งการเกิดอนุมูลอิสระได้ร้อยละ 50 (IC50) พอๆกับ 10.45μg/ml รวมทั้ง 2.73 μg/ml เป็นลำดับ
การเรียนทางพิษวิทยา
การทดลองความเป็นพิษทดสอบฉีดสารสกัดเอทานอล (50%) จากลำต้น เข้าทางท้องหนูถีบจักร พบว่าความเข้มข้นสูงสุดที่สัตว์ทดสอบทนได้ เป็น 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
พิษต่อเซลล์ทดลองสารสกัดเอทานอล (50%) จากลำต้นกับ CA-9KB โดยมี ED50 มากยิ่งกว่า 20 มคก./มิลลิลิตร พบว่าสารสกัดนี้ไม่มีพิษต่อเซลล์ มีการทดสอบสารสกัดจากเปลือกกับเซลล์จากปลายรากของหอมหัวใหญ่ จากการทดสอบพบว่า สารสกัดจากเปลือก มีฤทธิ์ยั้งการแบ่งเซลล์เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม
ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์เมื่อทดสอบสารสกัดจากแก่นไม้แห้ง (ไม่กำหนดชนิดสารสกัด) ความเข้มข้น 250 มคก./จานเพาะเชื้อ กับ Salmonella typhimurium TA100, TA1535, TA1538, TA98 พบว่าสารสกัดดังที่ได้กล่าวมาแล้วไม่มีฤทธิ์ ข้อเสนอแนะ/ข้อพึงระวัง
การเลือกใช้สีเสียดเป็นยาสมุนไพร ควรจะพิจารณาถึงความปลอดภัย เช่นเดียวกับสมุนไพรจำพวกอื่น คือ ไม่สมควรใช้ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน และไม่ควรที่จะใช้เกินปริมาณที่ระบุตามตำรายา ด้วยเหตุว่าบางทีอาจส่งผลกระทบต่อสภาพร่างกายได้
สำหรับการเลือกใช้สีเสียด[/url]ก้อนนั้นควรคิดถึงความสะอาดแล้วก็ควรที่จะทำการเลือกก้อนที่ไม่มีสิ่งปลอมปนอื่นๆติดมาหรือควรจะเลือกซื้อจากแหล่งที่ไว้ใจได้
เอกสารอ้างอิง
นพมาศ สุนทรเจริญนนท์ และนงลักษณ์ เรืองวิเศษ.วิเคราะห์ วิจัยคุณภาพเครื่องยาไทย.คอนเซพท์ เมดิคัส จำกัด กรุงเทพมหานตรา 2551.หน้า502-510
 จงรัก วัจนคุปต์.  การตรวจหาสมุนไพรไทยที่มีอำนาจทำลายเชื้อแบคทีเรีย.  Special Project Chulalongkorn Univ, 1952. 
ผศ.ดร.ศิริมา  สุวรรณกูฏ.สีเสียด.สมุนไพรแก้ท้องร่วง.บทความสมุนไพรฐานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
นิจศิริ เรืองรังสี และธวัชชัย มังคละคุปต์.สมุนไพรไทย เล่ม 1.สำนักพิมพ์บี เฮลท์ตี้ กรุงเทพฯ2547.หน้า305.
.ฐานข้อมูลสมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ.  (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล).  “เหนือ Catechu Tree / Cutch Tree”.  หน้า 32.
ฤทธิ์ต้านอาการท้องเสียของต้น.ข่าวความเคลื่อนไหนสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
เหนือ.กลุ่มยารักษาน้ำกัดเท้า.สรรพคุณสมุนไพร200ชนิดโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี(ออนไลน์)
สมสุข มัจฉาชีพ.พืชสมุนไพร.รุ่งศิลป์การพิมพ์.กรุงเทพฯ.พิมพ์ครั้งที่2.2542.หน้า280.
ศุภยางค์ วรวุฒิคุณชัย.หลิน กิจพิพิธ.ฤทธิ์ต้านเชื้อของสารสกัดสมุนไพรไทยต่อ clinical isolates ของ methicillinresistant Staphylococcus aureus. วารสารสงขลานครินทร์. 2548. 27(Suppl. 2) หน้า 525-34.
ไทย.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี(ออนไลน์)
วันดี กฤษณพันธ์ เกร็ดความรู้สมุนไพร.สำนักพิมพ์ดิคัล มีเดีย กรุงเทพฯ พิมพ์ครั้งที่ 2.2539หน้า125.
Shen D, Wu Q, Wang M, Yang Y, Lavoie EJ, and Simon JE. Determination of the Predominant Catechins in Acacia catechu by Liquid Chromatography/Electrospray Ionization-Mass Spectrometry. J. Agric. Food Chem 2006, 54 (9): 3219-24.
หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.  (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม).  “สีเสียดเหนือ”.  หน้า 784-785.
Valsaraj R, Pushpangadan P, Smitt UW, Adsersen A, Nyman U.  Antimicrobial screening of selected medicinal plants from India.  J Ethnopharmacol 1997;58(2):75-83.
. Saini ML, Saini R, Roy S, and Kumar A. Comparative pharmacognostical and antimicrobial studies of acacia species (Mimosaceae). J Med Plants Res 2008, 2 (12): 378-86.
Shrimal SK.  Antimitotic effect of certain bark extracts.  Broteria Ser Trimest Cieng Nat 1978;48(3/4):55-8.
Jayshree D. Patel, Vipin Kumar, Shreyas A. Bhatt. Antimicrobial screening and phytochemical analysis of the resin part of Acacia catechu. Pharmaceutical Biology 2009, 47(1): 34-7.
 Ray PG, Majumdar SK.  Antimicrobial activity of some Indian plants.  Econ Bot 1976; 30:317-20.
. Burnett BP, Jia Q, Zhao Y, and Levy RM. A Medicinal Extract of Scutellaria baicalensis and Acacia catechu Acts as a Dual Inhibitor of Cyclooxygenase and 5-Lipoxygenase to Reduce Inflammation. J Med Food 2007, 10 (3): 442-51.
Dhar ML, Dhar MM, Dhawan BN, Mehrotra BN, Ray C.  Screening of Indian plants for biological activity: part I.  Indian J Exp Biol 1968; 6:232-47.
Ramli S, Bunrathep S, Tansaringkarn T, and Ruangrungsi N. Screening for free radical scavenging activity from ethanolic extract of Mimosaceous plants endemic to Thailand. J Health Res 2008, 22(2): 55-9.
Nagabhushan M, Amonkar AJ, Nair UJ, Santhanam U, Ammigan N, D'souza AV, Bhide SV.  Catechin as an antimutagen: its mode of action.  J Cancer Res Clin Oncol 1988;114(2):177-82.
 Ahmad I, Mehmood Z, Mohammad F.  Screening of some Indian medicinal plants for their antimicrobial properties.  J Ethnopharmacol 1998;62:183-93.

Tags : สรรพคุณสีเสียด