ความรู้เกี่ยวกับการขยายพันธุ์ของเจตมูลเพลิงแดงและถิ่นกำเนิดที่น่าสนใจ

ผู้เขียน หัวข้อ: ความรู้เกี่ยวกับการขยายพันธุ์ของเจตมูลเพลิงแดงและถิ่นกำเนิดที่น่าสนใจ  (อ่าน 23 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

พฤษภาคม 25, 2017, 10:26:42 AM
  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 131
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด


ถิ่นกำเนิดเจตมูลเพลิงแดง 
เจตมูลเพลิงแดงเป็นพืชล้มลุกที่มีอายุหลายปี และถือเป็นสมุนไพรเก่าแก่ชนิดหนึ่งของไทยและอินเดีย  เจตมูลเพลิงแดงเป็นพืชสมุนไพร ทีมีการนำเอามาใช้ทางด้านเภสัชกรรมอย่างกว้างขว้างเป็นพืชสมุนไพรที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย และมีการกระจายพันธุ์ในประเทศแถบเอเชีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น จีน ไทย อินโดเนียเซีย
ลักษณะทั่วไปเจตมูลเพลิงแดง 
               ไม้พุ่มล้มลุกขนาดเล็ก สูงราว 1-1.5 เมตร มีอายุหลายปี กิ่งก้านมักทอดยาว ยอดอ่อนสีแดง ลำต้นกลมเรียบ กิ่งอ่อนสีเขียวผสมแดง มีสีแดงบริเวณข้อ ใบเป็นใบเดี่ยวออกสลับกัน รูปไข่ กว้าง 3-5 เซนติเมตร ยาว 8-13 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบมน มีสีเขียว ใบบาง แผ่นใบมักบิด ก้านใบและแกนกลางใบอ่อนมีสีแดง ดอกออกเป็นช่อแบบช่อกระจะเชิงลด ยาว 20-90 ซม. ก้านช่อดอกยาว 1-3 ซม. มีดอกย่อยจำนวนมาก ประมาณ 10-15 ดอก ดอกออกเป็นช่อตั้งขึ้นที่ปลายกิ่งหรือปลายยอด กลีบดอกสีแดงสด กลีบบางมี 5 กลีบ โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดเล็กๆ ยาว 2.5-3.5 เซนติเมตร ปลายแยกเป็น 5 แฉก รูปไข่กลับ ยาวประมาณ 2 ซม. ปลายกลีบกลม เป็นติ่งหนามตอนปลาย ใบประดับและใบประดับย่อยรูปไข่ขนาดเล็ก ยาว 0.2-0.3 ซม. เกสรเพศผู้ 5 อัน ติดตรงข้ามกลีบดอก อับเรณูยาวประมาณ 2 มม. รังไข่รูปรี ก้านเกสรเพศเมียมีหลายขนาดมีขนยาวที่โคน กลีบเลี้ยง 5 กลีบ รูปใบหอก เป็นหลอดเล็ก ยาว 0.5-1 เซนติเมตร สีเขียว และมีขนเหนียวๆปกคลุม เมื่อจับรู้สึกเหนียวมือ ดอกออกระหว่างเดือนตุลาคม – กุมภาพันธ์  ผลรูปร่างเป็นฝักกลม ทรงรียาว   จะแตกออกเมื่อแก่ รากสีน้ำตาลดำเป็นเส้นๆ
การขยายพันธุ์เจตมูลเพลิงแดง   
การขยายพันธุ์สามารถทำได้โดยการ เพาะ เมล็ด  และการปักชำกิ่ง  การขยายพันธุ์เจตมูลเพลิง (ทั้งแดงและขาว) นั้น ปกติก็ใช้วิธีเพาะเมล็ด แต่ในกรณีที่ต้องการเพาะปลูก เป็นจำนวนมาก เราสามารถใช้วิธีปักชำกิ่งก่อนนำไปปลูก ขยายลงแปลงหรือลงในรองซีเมนต์ (หากปลูก ลงแปลงรากของเจตมูลเพลิงจะไชลงในดินลึกและยากแก่การเก็บเกี่ยวผลผลิต จึงใช้วิธีปลูก ลงในรองซีเมนต์ชนิดที่ไม่มีก้น แต่ใช้วัสดุแผ่นเรียบวางรองพื้นแทน เพื่อป้องกันไม่ให้รากชอนไชลงพื้น) ชนิดที่ต้องให้ระบายน้ำได้สะดวก โดยเพาะ ในช่วงต้นฝนแล้วรดน้ำให้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ปล่อยจนมีอายุครบ 1 ปี (เป็นอย่างน้อย) แล้วจึงจะเก็บเกี่ยวผลผลิต
การชำส่วนของลำต้น คือการตัดส่วนของยอดและส่วนของลำต้น ประมาณ 2 นิ้ว หรือ 2 ข้อของลำต้น นำมาชำด้วยวัสดุปักชำขี้เถ้าแกลบใช้เวลาประมาณ 45-50 วัน จะสามารถนำไปนำไปปลูก ลงถุงเพื่อเลี้ยงให้ต้นแข็งแรงก่อนนำไปนำไปปลูก ในแปลง วิธีนี้จะได้ผล 40-50%
            การชำราก คือการตัดส่วนของรากที่อยู่ใต้ดินนำมาชำกับวัสดุปักชำตัดรากยาวประมาณ 2 นิ้ว ใช้เวลา 60-90 วันจะเริ่มแตกยอดและรากใหม่ 6 เดือนพร้อมปลูกได้ วิธีนี้จะได้ผล 80-90%
เจตมูลเพลิง 1 ต้น จะมีกิ่งสาขาเป็นจำนวนมากและออกดอกปีละ 1 ครั้ง หากถึงฤดูแล้งใบของเจตมูลเพลิงก็จะเฉาลงบ้าง หากปล่อยไว้จนถึงฤดูฝนใหม่ก็จะเจริญงอกงามขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ยิ่งมีอายุมาก รากของมันจะยิ่งมีประโยชน์ทางยาสูงขึ้น แต่วิธีกาขยายพันธุ์ด้วยเพาะเมล็ดและปักชำกิ่งไม่สามารเพิ่มจำนวนต้นให้ได้ในปริมาณที่มากลยังใช้ระยะเวลาค่อนข้างนานจึงจะสามารถผลิตต้นเจตมูลเพลิงแดงให้มากเพียงพอกับความต้องการ
การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช จึงเป็นเทคนิคการแพร่พันธุ์พืชวิธีหนึ่งที่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวนี้ได้ เนื่องจากเทคนิคนี้สามารถผลิตต้นพืชได้เป็นจำนวนมากในเวลาอันสั้น อย่างไรก็ตามในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยือพืชบนอาหารวิทยาศาสตร์สูตรที่เหมาะสม จึงจะทำให้สามารถขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนต้นได้อย่างรวดเร็ว  ถึงแม่ว่าได้มีการศึกษาหาสูตรอาหารที่เหมาะสมต่อการเพิ่มจำนวนต้นของเจตมูลเพลิงแดงบ้างแล้วก็ตาม แต่สูตรอาหารที่เหมาะสมผันแปรได้เนื่องจากระยะการเจริญเติบโตของพืช วัตถุประสงค์ในการเพาะปลูกเลี้ยง  สภาพแวดล้อมที่ปลูกพืช  และความสมบูรณ์ของต้นพืช ฉะนั้นวิธีการเพาะปลูกเลี้ยงเนื้อเยื่อนี้จึงต้องมีการทดลองให้ได้ผลอย่างแน่นอนต่อไป
การเก็บเกี่ยวเพื่อเอารากเจตมูลเพลิงนั้น จะมีการเก็บเกี่ยวช่วงปลายฤดูแล้งราวกลางเดือนถึงปลายเดือนเมษายน โดยใช้วิธียกรองซีเมนต์ขึ้นจากกอของเจตมูลเพลิง แล้วใช้เสียมค่อยๆ คุ้ยเอาเฉพาะรากของเจตมูลเพลิง นำไปล้างในน้ำสะอาด (หรือใช้น้ำฉีด) จนเหลือแต่รากล้วนๆ นำไปตากแห้งหรืออบแห้ง ซึ่งรากของเจตมูลเพลิงแห้งจะเสียน้ำหนักไม่มาก รากแห้ง/รากสด น่าจะมีอัตราส่วนราว 1 ต่อ 2 หรือ 1 ต่อ 1.5 โดยประมาณ
 

Tags : กระชายดำ,ว่านชักมดลูก