แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - siritidaphon

หน้า: [1] 2
1
อาหาร / อาหารลดน้ำหนัก กินเท่าไรถึงว่าพอดี
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2019, 10:09:36 PM »
คนส่วนใหญ่ที่เริ่มหัดมาดูแลสุขภาพตัวเอง ย่อมมีคำถามเกิดขึ้นว่าจะกินเท่าไรดีเพื่อให้สมดุลกับกิจกรรมที่ต้องทำในแต่ละวัน ไม่เหลือให้แปรสภาพเป็นไขมันสะสมต่อไป การที่จะกำหนดปริมาณอาหารที่จะรับประทานเข้าไปได้นั้นจำเป็นต้องรู้จักอยู่สองคำ คือ Basal Metabolism Rate (BMR) และ Total Daily Energy Expenditure (TDEE) แล้วมันคืออะไรล่ะ
มาเฉลยกัน เจ้าตัว BMR คืออัตราการเผาผลาญของร่างกายในชีวิตประจำวัน หรือจำนวนแคลอรี่ขั้นต่ำที่ต้องการใช้ในการดำรงชีพในแต่ละวัน เช่น นอน หัวใจทำงาน หรือแม้กระทั่งหายใจ อันนี้ไม่รวมที่เราต้องใช้เดิน ทำงานหรือออกกำลังกาย

สำหรับผู้ชาย BMR = 66 +(13.7x น้ำหนักตัวเป็น กก.) +(5 x ส่วนสูงเป็น เซนติเมตร) – (6.8 x อายุ)

สำหรับผู้หญิง BMR = 655 +(9.6x น้ำหนักตัวเป็น กก.) +(1.8 x ส่วนสูงเป็น เซนติเมตร) – (4.7 x อายุ)

สมมุติ คุณผู้ชายอายุ 25 ปี สูง 175 เซนติเมตร หนัก 70 กิโลกรัม ค่าอัตราการเผาผลาญของร่างกายในชีวิตประจำวัน (BMR) หาได้เท่ากับ BMR = 66 +(13.7x 70 กก.) +(5 x ส่วนสูงเป็น 175 เซนติเมตร) – (6.8 x อายุ 25 ปี)

BMR = 1,730 กิโลแคลอรี่

ส่วนเจ้าตัว TDEE คือค่าพลังงานที่ใช้ในกิจกรรมอื่น ใช้ชีวิตโดยรวมในแต่ละวัน ซึ่งค่าประมาณคร่าวๆ สามารถคำนวณจากกิจกรรมดังนี้

ค่า TDEE   ลักษณะกิจกรรม
BMR x 1.2   นั่งทำงานอยู่กับที่ ทำงานออฟฟิศ ไม่ได้ออกกำลังกายเลย
BMR x 1.375   ออกกำลังกายเบาๆ ประมาณ 1-3 ครั้งต่อสัปดาห์
BMR x 1.55   ออกกำลังกายปานกลาง ประมาณ 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์
BMR x 1.725   ออกกำลังกายหนัก ประมาณ 6-7 ครั้งต่อสัปดาห์
BMR x 1.9   นักกีฬาที่เล่นหนักทุกวันเช้า-เย็น


อาหารลดน้ำหนัก กินเท่าไรถึงว่าพอดี ดูเพิ่มเติมได้ที่นี่ http://thetastefood.com/อาหารลดน้ำหนัก/

2
อื่นๆ / บริการด้านอาหาร และเครื่องดื่ม
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2019, 09:19:10 PM »
อาหารคืออะไร?
อาหาร คือ สิ่งต่างๆ ที่เรารับประทานเข้าไป โดยการใส่ปาก เคี้ยว กลืนและย่อยเพื่อให้ดูดซึมไปบำรุงส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมถึงอาหารใจเมื่อได้รับประทานเข้าไปจะรู้สึกพอใจ ประทับใจ

อาหารที่ดี คืออาหารที่สะอาด ไม่เป็นพิษ มีรสชาติอร่อยซึ่งมาพร้อมกับการบริการที่ดี ประทับใจ สามารถเชิญชวนให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการได้ในครั้งต่อๆ ไป

อาหารไม่ดี คือ อาหารที่ไม่สะอาดเมื่อรับประทานเข้าไปแล้วทำให้ร่างกายได้รับอันตราย อาจเจ็บป่วยหรือเป็นโรคได้ รวมถึงการบริการที่ไม่ดี ขาดการเอาใจใส่

สารอาหารถูกจำแนกให้เป็น 6 หมู่หลักตามองค์ประกอบทางเคมี คือ
หมู่ที่ 1 โปรตีน พบใน เนื้อสัตว์ ไข่ นม ถั่ว
หมู่ที่ 2 คาร์โบไฮเดรต พบใน ข้าว แป้ง น้ำตาล เผือก มัน
หมู่ที่ 3 เกลือแร่หรือแร่ธาตุ มีอยู่ใน พืชผัก
หมู่ที่ 4 วิตามิน มีอยู่ใน ผลไม้
หมู่ที่ 5 ไขมัน ไขมันจากพืชและสัตว์
หมู่ที่ 6 น้ำ
ผู้ประกอบอาหารควรคำนึงถึงการปรุงอาหารที่ทำให้ผู้บริโภคได้รับสารอาหารครบถ้วนตามสัดส่วนที่ควรได้รับในแต่ละวัย

นอกจากนี้ ผู้ประกอบอาหารควรคำนึงถึงใยอาหารซึงเป็นคาร์โบไฮเดรตโมเลกุลใหญ่ ๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยช่วยการขับถ่าย จับไขมันจากอาหาร ลดการดูดซึมพวกน้ำตาล ป้องกันมะเร็งในลำใส้ ป้องกันโรคริดสีดวงทวาร และป้องกันโรคลำไส้โป่งพอง คนเราควรได้รับใยอาหารวันละ25กรัม ใยอาหารพบมากใน ผักต่างๆและผลไม้บางชนิด


บริการด้านอาหาร และเครื่องดื่ม ดูเพิ่มเติมได้ที่นี่ http://snss.co.th/dt_post/catering-service/
 

3
การจัดฟัน คือ อะไร?
การจัดฟัน เป็นวิธีช่วยแก้ไขฟันที่มีการเรียงตัวผิดปกติไม่สมดุลให้กลับสู่ภาวะปกติ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของฟันที่เลื่อนไป โดยการใช้จากเครื่องมือภายนอกและภายในช่องปาก เป็นตัวช่วยกระตุ้นทำให้เกิดการปรับแต่งโครงสร้างของฟันใหม่ ทำให้โครงสร้างกระดูกเปลี่ยนไป แต่เป็นกระบวนการที่ค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป ซึ่งโดยปกติแล้วการเคลื่อนตัวของฟันจะมีอัตรา 1 มิลลิเมตร ต่อ 1 เดือน

ทำไมต้องจัดฟัน?
เนื่องจากแต่ละคนมีการจัดเรียงตัวของฟันที่แตกต่างกัน โดยมีพันธุกรรมเป็นตัวกำหนด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับขนาด รูปร่าง และความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับขากรรไกร และปัจจัยอื่น ๆ ทั้งสิ้น

การจัดฟันเป็นการรักษาฟันเพื่อให้มีการสบฟันที่ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยทำให้การบดเคี้ยวอาหารมีประสิทธิภาพ รวมถึงช่วยลดอัตราเสี่ยงในการเกินฟันผุ หรือโรคเหงือกที่เกิดจากความยากลำบากในการทำความสะอาดฟัน และเหงือกในบริเวณที่ฟันเรียงตัวผิดปกติ

อายุเท่าไหร่ควรเริ่มจัดฟัน?
การจัดฟันสามารถทำได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งผู้ป่วยควรได้รับการตรวจฟันจากทันตแพทย์ทั่วไปเสียก่อน โดยส่วนใหญ่แล้วการจัดฟันจะเริ่มที่อายุประมาณ 11 – 13 ปี

รู้ได้อย่างไรว่าควรจัดฟัน?
ผู้ที่สามารถให้คำแนะนำกับเราได้คือ ทันตแพทย์เท่านั้น โดยการวินิจฉัยด้วยประวัติการรักษาทางการแพทย์หรือทันตกรรม การตรวจในคลินิก แบบฟันของบุคคลคนนั้น และฟิล์มเอ็กซเรย์ ในกรณีคนไข้ที่มีอายุมากกว่า 25 ปีขึ้นไป จำเป็นต้องใส่เครื่องมือนานกว่าปกติ และใส่ retainer ซึ่งเป็นพลาสติกเพื่อช่วยยึดฟันนานกว่าปกติ



การตัดสินใจ จัดฟัน และวิธีปฏิบัติในระหว่างจัดฟันอย่างถูกต้อง ดูเพิ่มเติมได้ที่น่ี่ https://www.idolsmiledental.com/จัดฟัน/

4
การกินอย่างมีสติและสมาธิ เพื่อสุขภาพที่ตรอง (แข็งแรง) เป็นการกินที่ตนเองรับรู้ว่ากำลังกินอะไรเข้าไป การตั้งใจให้อยู่กับการกิน ตั้งสมาธิไม่วอกแวก เมื่อมีสติและสมาธิในการกิน ก็จะเกิดปัญญาในการกิน เราจะรู้ว่าตนเองกำลังกินอะไร มีประโยชน์ต่อร่างกายแค่ไหน และควรกินเท่าไหร่ถึงจะพอดี

“เคยไหมกับการที่กินทั้งที่ไม่หิว กินจนอิ่มท้องจะแตก กินไปคุยไป จนจำไม่ได้ว่ากินอะไรไปบ้าง ?” ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เป็นตัวอย่างของการกินแบบขาดสติ และเป็นหนึ่งในสาเหตุของความอ้วน 10 วิธีต่อไปนี้ จะเป็นการฝึกการกินอย่างมีสติที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ในชีวิตประจำวัน

1. ฝึกกินตามเวลา ไม่ใช่ตามอารมณ์

2. ตักอาหารทั้งหมดที่จะกินใส่จาน โดยกะปริมาณให้เหมาะสมตั้งแต่แรก อย่าตักไปกินไป

3. ขณะกิน อย่าดูทีวี เล่นมือถือ อ่านหนังสือพิมพ์ หรือทำกิจกรรมอื่น ๆ ซึ่งเบี่ยงเบนความสนใจไปพร้อมกัน

4. ฝึกกินแบบนักวิจารณ์อาหาร ค่อย ๆ ละเลียด รับรู้รสชาติ กลิ่น เนื้อสัมผัส เคี้ยวช้า ๆ อย่ารีบเคี้ยวกลืน

5. ตั้งน้ำเปล่าหนึ่งแก้วไว้ข้างจาน หมั่นจิบน้ำเป็นระยะระหว่างมื้อ

6. ฝึกถามตัวเองเป็นระยะว่า ตอนนี้อิ่มแค่ไหนแล้ว

7. หยุดรับประทานเมื่ออิ่มได้ 8 ใน 10 ส่วนของท้อง

8. ถ้าจะกินขนมหรือผลไม้ต่อหลังมื้ออาหาร ต้องเผื่อพื้นที่ในกระเพาะและโควตาแคลอรีเอาไว้ให้ เพราะคนเราไม่ได้มีสองกระเพาะเพื่อแยกของคาวและของหวาน

9. เน้นกินอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผัก ธัญพืช เพราะจะเป็นการบังคับให้ต้องเคี้ยวนานขึ้น อีกทั้งอาหารเหล่านี้ยังอยู่ท้องอิ่มนานกว่าอาหารที่ไม่มีกากใย

10. ฝึกนั่งสมาธิหรือโยคะ จะช่วยให้มีสติในการใช้ชีวิตประจำวันทุก ๆ ด้าน รวมถึงการกินด้วย

การตั้งสมาธิในการกิน คือการตั้งใจกินโดยไม่วอกแวกกับกิจกรรมอื่น ๆ เมื่อมีสมาธิในการกิน เราจะแยกแยะได้ว่าเมื่อไหร่ที่เราควรกิน และเมื่อไหร่ที่แค่รู้สึกอยากกิน เราจะสามารถหักห้ามใจตนเองไม่ให้กินแบบไร้สาระได้ ซึ่งวิธีฝึกสมาธิในการกิน



วิธีฝึกกินอย่างมีสติ+สมาธิ เพื่อ สุขภาพ ที่สตรอง ดูเพิ่มเติมได้ที่นี่ https://www.healthyhitech.net/สุขภาพดี/
 

5
ประโยชน์ของถั่วแต่ละชนิดเรารู้ถั่ว 5 สีกันดีว่าถั่วมีโปรตีนสูง มีวิตามินและแร่ธาตุที่ช่วยบำรุงร่างกายของเราให้มีสุขภาพดี จัดเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่หากินได้ง่าย ทำเมนูก็ได้หลากหลาย และเท่านั้นยังไม่พอ เพราะหากเรานำถั่ว 5 สี 5 ชนิดมารวมกัน ประโยชน์ที่เราจะได้จากสรรพคุณของ ยังดีต่อสุขภาพมาก ๆ เอาเป็นว่าเรามาอ่านสรรพคุณของถั่ว 5 สี โดยเริ่มจากคำถามที่ว่า…


ชื่อก็บอกกันอยู่โต้ง ๆ ว่าเป็นถั่ว 5 สี โดยถั่ว 5 สีก็จะประกอบไปด้วย ถั่วดำ, ถั่วเขียว, ถั่วแดง, ถั่วเหลือง และถั่วขาว คราวนี้เราไปดูกันว่า ถั่ว 5 สี มีประโยชน์อะไรบ้าง

ถั่ว 5 สี สรรพคุณดีอย่างไร

1. บำรุงอวัยวะภายใน 5 ระบบ

ถั่วแต่ละชนิดมีสรรพคุณบำรุงอวัยวะภายใน โดยถั่วดำช่วยบำรุงไต ถั่วเขียวช่วยบำรุงตับ ถั่วแดงบำรุงหัวใจ ถั่วขาวบำรุงปอด และถั่วเหลืองมีสรรพคุณบำรุงม้าม

2. ปรับสมดุลธาตุในร่างกายถั่วจัดเป็นอาหารบำรุงธาตุในร่างกาย โดยถั่วดำเปรียบเป็นธาตุน้ำ ถั่วเขียว จัดอยู่ในส่วนของธาตุไม้ ถั่วแดงเป็นธาตุไฟ ถั่วขาวเป็นธาตุทอง และถั่วเหลืองเป็นธาตุดิน ซึ่งเมื่อนำมารวมกัน ถั่ว 5 สีก็จะมีประโยชน์ในด้านปรับสมดุลธาตุในร่างกายให้อยู่ในสภาวะที่เหมาะสม ทำให้ร่างกายแข็งแรงและไม่ป่วยไข้ง่าย ๆ


3. ถั่ว 5 สี ลดน้ำหนักก็ได้

สำหรับคนที่ลดน้ำหนัก ถั่ว 5 สีก็ช่วยให้การลดน้ำหนักเป็นไปด้วยดียิ่งขึ้น โดยสามารถต้มถั่ว 5 สีให้เละคล้ายโจ๊กแล้วกินแทนข้าวได้เลย ถั่ว 5 สีจะช่วยให้อิ่มอยู่ท้อง และไฟเบอร์ของถั่ว 5 สีก็จะช่วยในเรื่องของการขับถ่ายอีกด้วย


ถั่ว 5 สี ธัญพืชประโยชน์ดี ช่วยปรับสมดุลในร่างกาย สุขภาพ ดูเพิ่มเติมได้ที่นี่ื http://www.สุขภาพดี.net/สุขภาพ/

6
รู้หรือไม่ นอกจากการเลือกประเภทรถรับจ้างให้เหมาะกับงานแล้ว การเลือกอุปกรณ์เสริมที่ดียังช่วยให้การขนส่งสินค้ามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งช่วยในการรองรับน้ำหนักสินค้า และช่วยให้การขนย้ายของขึ้นลงรถทำได้โดยง่าย ไม่เสียเวลา ไม่เปลืองกำลังคน
‘ขนดี’ มี 6 อุปกรณ์เสริมมาแนะนำวิธีการเลือกใช้ เพื่อให้การขนส่งของคุณเป็นไปอย่าง ง๊ายยย ง่าย
รถรับจ้าง รถรับจ้าง รถรับจ้าง วิธีการเลือกอุปกรณ์เสริม เพื่อขนส่งมีประสิทธิภาพ

เพลาลอยบรรทุกหนัก
การขนส่งด้วยรถกระบะรับจ้างที่มีน้ำหนักเกิน 1 ตัน ควรเลือกรถกระบะรับจ้างที่เสริมเพลาลอยบรรทุกหนัก ช่วยให้รับน้ำหนักบรรทุกสินค้าได้มากขึ้น ป้องกันปัญหารถพังกลางทาง สินค้าไปไม่ถึงจุดหมายตามเวลานัด
รถรับจ้าง รถรับจ้าง วิธีการเลือกอุปกรณ์เสริม เพื่อขนส่งมีประสิทธิภาพ

หางไฮดรอลิค
อุปกรณ์เสริมช่วยในการยกของที่มีน้ำหนัก ‘มาก’ ขึ้นท้ายรถ อย่างมอเตอร์ไซด์ หรือตู้เย็น สามารถเลือกรถบรรทุกที่มีหางไฮดรอลิคเสริมท้าย ช่วยให้ไม่ต้องเหนื่อยมากกับการยกของขึ้นรถ
ขนส่งสินค้า รถรับจ้าง รถรับจ้าง วิธีการเลือกอุปกรณ์เสริม เพื่อขนส่งมีประสิทธิภาพ

เฮี๊ยบเครน
สำหรับของน้ำหนัก ‘มากกกกกก’ ที่กำลังคนแบกไม่ขึ้น และมีขนาดใหญ่อย่างเหล็กก่อสร้าง หรือเครื่องจักรอุตสาหกรรม เลือกเสริมเฮี๊ยบเครน อุปกรณ์ช่วยย้ายของขึ้นรถได้ง่าย ไม่เปลืองแรง
รถรับจ้าง รถรับจ้าง วิธีการเลือกอุปกรณ์เสริม เพื่อขนส่งมีประสิทธิภาพ


รถกระบะรับจ้าง รถรับจ้างขนของ วิธีการเลือกอุปกรณ์เสริม เพื่อขนส่งมีประสิทธิภาพ ดูเพิ่มเติมได้ที่นี่ https://www.rodrubjang-service.com/รถกระบะรับจ้าง/

7
1. เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่คัดสายพันธุ์พิเศษมาจากป่าชายเลน แล้วนำมาผสมกับสารสกัดทางชีวภาพของจุลินทรีย์ในรูปแบบชองสารชีวภาพผง ไม่มีสารเคมีเจือปน ไม่มีการปนเปื้อนของสารกำจัดแมลงสารยาปฏิชีวนะและสารก่อมะเร็งต่างๆ

ที่สามารถกำจัดกลิ่นเหม็นจากขยะมูลฝอยและน้ำชะมูลฝอยโดยบรรจุในภาชนะที่มิดชิดขนาด 1 กิโลกรัม

2. เชื้อจุลินทรีย์ถูกผลิตในรูปเซลแห้งของเชื้อจุลินทรีย์ที่มีชีวิต ชนิดผงละเอียดที่มีขนาดสม่ำเสมอ ผ่านตะแกรง 100 เมช ซึ่งประกอบด้วยเชื้อจุลินทรีย์ไม่น้อยกว่า 5 ชนิดได้แก่

· เชื้อ Lactic acid bacteria อย่างน้อย 2 ชนิด มีจำนวนไม่ต่ำกว่า 10,000,000 เซลล์ต่อกรัม

· เชื้อ Bacillus bacteria มีจำนวนไม่ต่ำกว่า 1,000,000 เซลล์ต่อกรัม

· เชื้อยีสตํ Yeasts อย่างน้อย 2 ชนิด มีจำนวนไม่ต่ำกว่า 1,000,000 เซลล์ต่อกรัมโดยมีความชื้นไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์

3. จุลินทรีย์มีความสามารถในการลดกลิ่นและแก็สได้ภายในเวลา 30 นาที ( 30 minute)นับจากเริ่มใช้กำจัดกลิ่นดังนี้

Hydrogen Sulfide ลดลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 55

Methyl Mercaptan ลดลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 65

Total Volatile Organic Compound (TVOC)ลดลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 60


จุลินทรีย์กำจัดกลิ่นเหม็น ไขมัน จุลินทรีย์ชีวภาพ ที่สามารถกำจัดกลิ่นเหม็นจากขยะมูลฝอย ดูเพิ่มเติมได้ที่นี่ https://www.bcithailand.net/บำบัดน้ำเสีย/

8
คุณสมบัติของจุลินทรีย์คัดสายพันธ์ในบีกรีน มีประสิทธิภาพสูงในการ ย่อยสลายอินทรีย์สารกำจัดกลิ่นและ บำบัดน้ำเน่าเสีย และย่อยสลายไขมัน-สารอินทรีย์ บำบัดน้ำเสีย ควบคุมและกำจัดลูกน้ำยุง หนอน แมลงวัน นอกจากนี้ความเด่นพิเศษของ บีกรีน คือมีสารพลังเสริมที่มีฤทธิ์ในการเร่งการย่อยสลายอินทรีย์สารและยับยังการเจริญเติบโตของลูกน้ำยุง หนอนแมลงวัน ทำให้บีกรีนมีความโดดเด่นทั้งในการบำบัดน้ำเน่าเสีย ปรับสภาพให้น้ำใส กำจัดกลิ่น ย่อยไขมัน และยังมีพลังในการกำจัดลูกน้ำยุงในแหล่งน้ำ ร่วมกับกำจัดไข่หนอนแมลงวัน แมลงสาบ ซึ่งเป็นต้นแหล่งกำเนิดของพาหะนำโรคร้ายมาสู่คน

การใช้งานบีกรีน
บีกรีน เหมาะสมกับการนำไปใช้งานในแหล่งน้ำขัง น้ำนิ่ง หรือแหล่งน้ำที่มีสีดำ มีกลิ่นเหม็น เช่น น้ำขังหลังจากน้ำท่วมลดระดับ น้ำเน่าขังใต้ถุนบ้าน แหล่งน้ำขังเน่าเสียตามชุมชน แหล่งน้ำคูคลองที่เน่าเสีย นอกจากนี้ยังนำไปใช้กำจัดกลิ่นบำบัดน้ำเสียตามท่อระบายน้ำ รางระบายน้ำ ท่อน้ำทิ้ง บ่อบำบัดที่มีกลิ่นเหม็น มีลูกน้ำยุง รวมทั้งสามารถนำไปใช้ราดตามกองขยะ บ่อขยะ ฟาร์มสัตว์ ที่รวมของมูลสัตว์ เช่น ฟาร์มไก่ ฟาร์มหมู ที่มีกลิ่นเหม็นมีแมลงวัน หรือราดตามพื้นที่ต้องการกำจัดกลิ่นและลดคราบไขมัน ลดแมลงสาบ เช่น พื้นตลาด พื้นโรงงาน พื้นถนน นอกจากนี้บีกรีน ยังมีความพิเศษที่สามารถนำไปใช้เร่งกระบวนการทำน้ำหมักชีวภาพ จากเศษผลไม้รสเปรี้ยว หรือเศษผลไม้รวม ซึ่งทำให้ได้น้ำหมักชีวภาพบีกรีนที่มีคุณภาพที่ดีในการใช้เพื่อการส่งเสริมการเกษตร และยังสามารถนำน้ำหมักชีวภาพบีกรีน ใช้ในการรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น ล้างพื้นตลาดสด ทดแทนการใช้สารเคมี ราดกองขยะกำจัดกลิ่นและแมลงวัน ราดตามท่อระบายน้ำ กำจัดกลิ่น-บำบัดน้ำเสีย กำจัดต้นแหล่งพาหะของยุง แมลงวัน แมลงสาบ ถือได้ว่าบีกรีนตัวเดียวใช้งานได้หลากหลายวัตถุประสงค์

กำจัดลูกน้ำยุง
วิธีการใช้
สำหรับกำจัดกลิ่นเหม็น :
ใช้บีกรีน 1 ซอง ผสมน้ำ 100-200 ลิตร ฉีดพ่นหรือราดพื้นบริเวณที่มีกลิ่นเหม็น
(บีกรีน 1 ซอง ที่ละลายน้ำ 100 – 200 ลิตรแล้ว สามารถนำไปฉีดพ่นพื้นที่บริเวณเนื้อที่ 2,000-4,000 ตร.ม. หรือ คิดเป็นขนาดพื้นที่บริเวณ กว้าง 10 - 20 เมตร ยาว 20 เมตร )

สำหรับบำบัดน้ำเสีย แหล่งน้ำเน่าขัง ที่เป็นแหล่งเพาะพันธ์ลูกน้ำยุง และ หนอนแมลงวัน :
ใช้ บีกรีน 1 ซอง ผสมน้ำ 100-200 ลิตร ฉีดพ่นหรือราดบริเวณแหล่งน้ำเสีย หรือแหล่งเพาะพันธ์ยุง (บีกรีน 1 ซอง ที่ละลายน้ำ 100 – 200 ลิตรแล้ว นำไปฉีดพ่นหรือเทราดลงในพื้นที่ที่มีปริมาตรน้ำ 100-200 ลบ.ม.หรือพื้นที่ผิวน้ำเน่าขัง 200-400 ตรม. ที่ความลึกไม่เกิน 50 ซม.)


กำจัดกลิ่น กลิ่นเหม็น และควบคุมลูกน้ำยุง หนอน แมลงวัน ตามแหล่งน้ำเน่าเสีย กองขยะ ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/วิธีบำบัดน้ำเสีย/

9
หลังจากที่ศึกษาเรื่องจุลินทรีย์มามากมาย ล่าสุดได้มาพบจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง ที่เห็นหลายๆคนบอกว่า สวดยวดเลยลวกเพี๋ย... หลายคนจึงให้สนใจเป็นพิเศษในขณะนี้ จึงไม่รอช้ารีบศึกษา และลองทำดู โดยเริ่มจากจุลินทรีย์ HOM ที่มีอยู่ในมือ โดยทดสอบดูว่า มีจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงอยู่ในนั้นหรือไม่ ต้องติดตามดูกันนะครับ...

วิธีการทดลอง
1. เตรียมน้ำเปล่า 1 ลิตร ใส่ลงไปในขวด 1.5 ลิตร
2. ใส่จุลินทรีย์ HOM ประมาณ 100 ซีซี ตามลงไป เขย่าให้เข้ากัน
3. นำไปตากแดดทิ้งไว้ 3 วัน
4. เมื่อครบ 3 วัน ก็ตอกไข่ใส่ถ้วยแล้วตีให้ละเอียด เรียบร้อยแล้วเติมไข่ที่ตีเสร็จแล้วลงไปในขวด
5. นำไปตากแดดอีก 3 วัน แล้วลองสังเกตผลดู ถ้าน้ำเป็นสีแดง แสดงว่ามีจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงแน่นอน ฟันธง!

ทฤษฎีเพิ่มเติม
    ที่ตากแดด 3 วัน ก่อนเติมไข่ลงไป เนื่องจากต้องการกำจัดจุลินทรีย์ตัวอื่นให้หมดไป เหลือไว้เฉพาะจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงล้วนๆ
    แล้วทำไมต้องเติมไข่ลงไป  ก็เนื่องจากจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงชอบกินแก๊สไข่เน่า ดังนั้นเราจึงนำไข่(ไม่ต้องเน่าก็ได้)มาเป็นอาหารเพาะเชื้อจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง
    และจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงมีลักษณะเป็นสีแดง ดังนั้นจึงไม่ยากที่จะสังเกตผลการทดลอง

ครบ 3 วันแล้ว แต่เนื่องจากช่วงนี้ฝนตก ไม่มีแดด จึงเพิ่มระยะเวลาอีกสัก 2 วัน แล้วค่อยเติมไข่ลงไป

เมื่อถึงเวลาก็ตอกไข่ใส่ถ้วย


ตีไข่ให้ละเอียด

เทใส่ขวด


แล้วก็รอไปอีก 3 วัน หรือว่ามากกว่านั้น(ช่วงนี้ฝนตก 9 กันยายน 2556)



สรุปผลนะครับสำหรับการทดลองที่หอโดยใช้จุลินทรีย์ HOM "หอม" (18 กันยายน 2556) ผลปรากฏว่า "ไม่แดง" คงศึกษาต่อไปและทดลองใหม่หลายๆรอบ

ขวดซ้ายเป็นจุลินทรีย์ HOM ขวดขวาเป็นน้ำเปล่า...


ใส่จุลินทรีย์ HOM ประมาณ 100 cc ลงไปในน้ำเปล่า


ทิ้งไว้ 3 วัน แล้วค่อยเติมไข่นะ

หลังจากเติมไข่ไปแล้ว ผลปรากฎว่าได้รูปขวดแรกซ้ายมือสุด ช่วยกันดูหน่อยว่าแดงไหม 55+ หรือว่าต้องให้เวลาอีกหน่อย
ส่วน 4 ขวดถัดมา เป็นน้ำขี้หมูที่เพิ่งตักมา เพื่อจะนำมาทดลองเหมือนกัน ซึ่งขั้นตอนต่างๆก็เหมือนการใช้จุลินทรีย์ HOM
สาเหตุที่ใช้น้ำขี้หมูก็เพราะผมไปได้ข้อมูลมาว่ามีคนที่ใช้น้ำขี้หมูแล้วปรากฎว่ามีจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงอยู่ด้วย ก็เลยจัดไป...


อยากเห็นใช่ไหมแหล่งที่มาของน้ำขี้หมู หอมๆๆ

สรุปผลสำหรับการทดลองที่บ้านโดยใช้จุลินทรีย์ HOM "หอม"ผลปรากฏว่า "ไมแดง" ดูได้จากภาพครับ T_T


สำหรับสรุปผลของน้ำขี้หมู ดูเอาเองละกัน...
ทุกการทดลองที่ผ่านมา...สรุปว่า ไม่แดง


จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง
ในเมื่อทำเองไม่แดง จึงหาหัวเชื้อมาขยายง่ายกว่ากันเยอะ...
พูดแล้วก็จัดไป!...

ขวดเขียวเป็นน้ำขี้หมู ส่วนขวดเหลืองก็จุลินทรีย์ HOM

กองทัพจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง พร้อมที่จะทำงานแล้วครับ


สรุปว่า 7 วัน แดดบ้าง ไม่แดดบ้าง แต่ก็ แดงสมใจ...
เก็บเชื้อไว้ขยายต่อไป ตราบนานเท่านาน 

หัวเชื้อจุลินทรีย์ สังเคราะห์แสง...กำลังมาแรง แซงทางโค้ง ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/หัวเชื้อจุลินทรีย์/

10
กำจัดสาหร่ายและตะไคร่น้ำแก้ปัญหาน้ำหนืด น้ำเป็นฟอง ปรับลด PHได้ดี ไม่ทำลายจุลินทรีย์มีออกซิเจนเพิ่มขึ้น

เป็นผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อทำลายและควบคุมสาหร่ายทุกชนิด โดยจะยับยั้งการถ่ายทอดอิเล็คตรอนในปฏิกิริยาการสังเคราะห์แสงของสาหร่าย ทำให้สาหร่ายค่อยๆตายๆไปในที่สุด

1.ช่วยให้น้ำในบ่อโปร่งสวย เหมาะต่อการเลี้ยงสัตว์น้ำ

2.ช่วยลดค่า PH ทำให้สัตว์น้ำ เช่นกุ้ง ปลา กบ ตะพาบน้ำ ไม่ป่วยเป็นโรคง่าย

3.เพิ่มปริมาณออกซิเจนให้มากขึ้น  แก้ปัญหาน้ำหนืด น้ำเป็นฟอง

4.ช่วยลดปัญหาสาหร่ายเข้าเหงือกสัตว์น้ำมีความปลอดภัยต่อคน  และสัตว์     

5.สามารถใช้ร่วมกับจุลินทรีย์ได้

อัตราการใช้

ใช้ อัลจี้ เคลียร์250กรัม/ไร่ ละลายในน้ำ20ลิตร หรือ 1กิโลกรัม/4ไร่ ละลายน้ำ80-100ลิตร แล้วนำไปสาดให้ทั่วบ่อหรือน้ำมีสีเขียว เข้มและหนืดควรเพิ่มปริมาณการใช้ให้มากขึ้น

ควรใช้ช่วงเช้าและเปิดเครื่องตีน้ำ

ไม่ควรใช้กับบ่อที่มีการเลี้ยงพืชน้ำ

อัลจี้ เคลียร์,กำจัดสาหร่าย ตะไคร่น้ำ,วิธีกำจัดสาหร่ายน้ำ,สารกำจัดตะไคร่น้ำ,กำจัดสาหร่าย บ่อกุ้ง บ่อปลา,น้ำยากำจัดตะไคร่น้ำบ่อปลา,เลี้ยงสัตว์น้ำ,เลี้ยงกุ้ง,เลี้ยงปลา,โทษของสาหร่าย,น้ำยากำจัดสาหร่ายน้ำ,สารกำจัดสาหร่าย

ตะไคร่น้ำ คือ สาหร่ายเซลล์เดียวซึ่งเกาะยึดในพื้นที่ที่มีน้ำไหล เพราะน้ำที่ไหลมีทั้งออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์ และสารอาหารไหลเวียนดี แสงดี สาหร่ายพวกนี้จะมายึดเกาะ กลายเป็นผืนเขียว ๆ

ตะไคร่น้ำยังประกอบไปด้วยสาหร่ายชนิดต่าง ๆ รวมทั้งพวกไซยาโนแบคทีเรียมาเกาะกลุ่มอยู่รวมตัวกัน บางกลุ่มเกาะยึดในบริเวณที่เปียกชื้น บางกลุ่มอยู่ในน้ำ แต่ละกลุ่มจะมีสีที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับว่าตะไคร่น้ำมีสาหร่ายกลุ่มใดเป็นองค์ประกอบ

มักจะสับสนกับเทา ที่ป็นสาหร่ายน้ำจืด

ตะไคร่น้ำจัดอยู่ใน Protista Kingdom

Protista Kingdom

ลักษณะสำคัญของโปรติสตามีดังนี้ คือ เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่จัดเป็นพืชหรือสัตว์ มีโครงสร้างง่าย ๆ ส่วนมากประกอบด้วยเซลล์เดียว ( Unicellular )

บางชนิดมีหลายเซลล์รวมกันเป็นกลุ่ม ( Colony ) หรือเป็นสายยาว ( Filament ) แต่ยังไม่เป็นเนื้อเยื่อ หรืออวัยวะ ไม่มีเอ็มบริโอ

บางชนิดสร้างอาหารได้เองเพราะมีคลอโรฟิลล์ เรียกว่า Autotrophic organism บางชนิดสร้างอาหารเองไม่ได้ เรียกว่า Heterotrophic organism

บางชนิดเป็นทั้ง Autotroph และ Heterotroph เรียกว่า Mixotrophic organism

Protozoa จัดอยู่ใน Phylum Protozoa มีเซลล์เดียว มีทั้งอยู่ในน้ำจืดและน้ำเค็ม ในดิน และสิ่งมีชีวิตอื่น บางชนิดอยู่เป็นอิสระ บางชนิดเป็น

ปรสิตบางชนิดอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตอื่นแบบภาวะพึ่งพา บางชนิดอยู่แบบเกื้อกูล การสืบพันธุ์ส่วนมากสืบพันธุ์แบบแบ่งตัวเอง Binary fission , budding , conjugation โปรโตซัวส่วนใหญ่หากินแบบอิสระ

การจัดแบ่งโปรโตซัว แบ่งได้ดังนี้

1. พวกที่มีแส้ ( flagella ) ใช้ในการเคลื่อนที่ เช่น Euglena , Volvox , Trypanosoma , Trichonympha , Trichomonas เป็นต้น

2. พวกที่มีขน ( cilia ) ใช้ในการเคลื่อนที่ เช่น Paramecium , Vorticella เป็นต้น

3. พวกที่เคลื่อนที่โดยใช้การไหลของไซโตพลาสซึมที่เรียกว่า Pseudopodium เช่น Amoeba proteus , A. radiosa , Entamoeba coli , E. histolytica

E. gingivalis

4. พวกที่ไม่มีโครงสร้างในการเคลื่อนที่ ( Sporozoa ) เช่น Plasmodium , Monocystis ( เป็นพาราสิตอยู่ในถุงเก็บอสุจิของไส้เดือน )

Chlorophyta มีแป้งและที่สะสมอาหาร มี Chlorophyll a , b , Carotene , Xanthophyll มักมี Flagella ช่วยในการเคลื่อน


สาร กำจัดสาหร่าย และตะไคร่น้ำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/กำจัดสาหร่าย/

11
หากรู้สึกแสบจมูก มีอาการแพ้ หรืออาการข้างเคียงอื่น ๆ หลังจากใช้น้ำยาล้างห้องน้ำทั่วไป วันนี้กระปุกดอทคอมเลยขออาสานำวิธีทำน้ำยาล้างห้องน้ำและสูตรทำความสะอาดห้องน้ำมาฝากกัน ด้วยส่วนผสมที่สามารถหาได้จากของในบ้าน แต่ก็ใช้ทำความสะอาดห้องน้ำได้เยี่ยมไม่แพ้น้ำยาล้างห้องน้ำเลย ถ้าอยากรู้ว่ามีสูตรทำความสะอาดห้องน้ำสูตรไหนที่น่าสนใจบ้าง หยิบกระดาษมาเตรียมจดแล้วเอาไปลองใช้กันได้เลย
 
1. สครับเบกกิ้งโซดาและสบู่มะกอกสกัด

           แม้อ่างล้างหน้าจะเป็นสิ่งเดียวที่ดูไม่ค่อยสกปรก แต่เราก็ควรทำความสะอาดด้วยเช่นกัน ด้วยการผสมเบกกิ้งโซดา ½ ถ้วยตวง สบู่เหลวมะกอกสกัดเล็กน้อย และหยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นที่ชอบลงไปประมาณ 12 หยด จากนั้นคนส่วนผสมให้เข้ากัน ก็จะได้สครับสำหรับขัดอ่างล้างหน้าให้สะอาดแล้วค่ะ

2. สครับขัดพื้นห้องน้ำด้วยสูตรน้ำส้มสายชู

           ไม่ต้องพึ่งน้ำยาเคมีทำความสะอาดเราก็สามารถเปลี่ยนพื้นห้องน้ำหมอง ๆ ให้กลับมาสดใสได้ เริ่มจากผสมเบกกิ้งโซดา ¾ ถ้วยตวง สบู่เหลวมะกอกสกัด ¼ ถ้วยตวง น้ำเปล่า 1 ช้อนโต๊ะ น้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะ และน้ำมันหอมระเหยประมาณ 10 หยด ผสมทุกอย่างให้เข้ากันจนกลายเป็นสครับสีขาวข้น จากนั้นก็นำฟองน้ำมาชุบแล้วนำไปถูพื้น ไม่ต้องใช้แปรงแข็ง ๆ ขัดพื้นให้เป็นรอยขีดข่วน

วิธีทำน้ำยาล้างห้องน้ำ

3. น้ำอัดลมล้างคราบกรังในชักโครก

           รู้หรือไม่ว่าน้ำอัดลมที่อยู่ในตู้เย็นสามารถแปลงมาทำความสะอาดชักโครกได้นะ โดยเทน้ำอัดลมชนิดน้ำดำลงไปในชักโครกแล้วทิ้งไว้ 1 คืน ปล่อยให้กรดอ่อน ๆ ของคาร์บอนิกและกรดฟอสฟอริกกัดคราบกรังจนอ่อนตัวลง จากนั้นใช้แปรงขัดคราบกรังออกอีกครั้งแล้วค่อยกดน้ำทิ้งไป

4. เบกกิ้งโซดากับน้ำส้มสายชูล้างพื้นห้องน้ำ

           พื้นห้องน้ำที่ต้องการการทำความสะอาดแบบอ่อนโยนต้องใช้สูตรนี้เลย ด้วยการผสมเบกกิ้งโซดา ½ ถ้วยตวง น้ำสายชู 1 ถ้วยตวง และน้ำมันจากต้นชาสกัดอีก ½ หยด แล้วคนส่วนผสมให้เข้ากันก่อนนำไปขัดพื้นห้องน้ำ ซึ่งน้ำยาล้างห้องน้ำสูตรนี้นอกจากจะช่วยกำจัดสิ่งสกปรกได้แล้วยังไม่ทำลายพื้นผิวห้องน้ำอีกด้วย

5.  น้ำส้มสายชูล้างถังเก็บน้ำชักโครก

           อย่ามัวแต่ทำความสะอาดภายนอกจนลืมถังเก็บน้ำชักโครกไปนะคะ ก่อนเข้านอนแวะเข้าห้องน้ำปิดวาล์วน้ำชักโครกให้สนิท แล้วเทน้ำส้มสายชูลงไปในถังเก็บน้ำ ปล่อยทิ้งไว้ 1 คืน หลังจากตื่นมาตอนเช้าก็เปิดวาล์วแล้วปล่อยน้ำเข้าถังตามปกติ ก่อนกดน้ำทิ้งเพื่อกำจัดสิ่งสกปรกในถังเก็บให้หายไป

6. เอนไซม์มะนาวขัดคราบในห้องน้ำ

           น้ำยาล้างห้องน้ำสูตรนี้ทำเองได้ เริ่มจากหั่นมะนาวให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ประมาณ 2 ถ้วยตวง แช่ลงไปในน้ำเปล่า 1 ลิตรที่ผสมด้วยน้ำตาลทรายแดง ½ ถ้วยตวง ยีสต์ 1 ช้อนชา และหมักทิ้งไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ จากนั้นกรองกากเอาไปปั่นให้ละเอียด เติมเบกกิ้งโซดา 11/2 ถ้วยตวง แล้วปั่นซ้ำอีกครั้งจนกลายเป็นเนื้อเหนียวข้น วางทิ้งไว้ให้เนื้อครีมเซตตัวสักพักก่อนนำไปทำความสะอาดห้องน้ำ

วิธีทำน้ำยาล้างห้องน้ำ

7. เบกกิ้งโซดาและน้ำส้มสายชูล้างคราบในโถชักโครก

           ทำความสะอาดโถชักโครกได้ไม่ยาก แค่ปิดวาล์วน้ำชักโครกแล้วกดน้ำในโถทิ้งไปให้หมด จากนั้นโรยเบกกิ้งโซดาประมาณ 1 ถ้วยตวงในโถชักโครก ฉีดสเปรย์น้ำส้มสายชู แล้วทิ้งไว้ 1 คืน พอถึงตอนเช้าก็ใช้แปรงขัดแล้วค่อยกดน้ำชักโครกทิ้งไป

8. น้ำส้มสายชูและน้ำยาล้างจานทำความสะอาดห้องน้ำ

           สูตรนี้ใช้ทำความสะอาดสิ่งสกปรกทั่วไปในห้องน้ำ โดยการผสมน้ำยาล้างจานและน้ำส้มสายชูในอัตราส่วนที่เท่ากัน เติมน้ำเปล่าลงไปเล็กน้อย ก่อนนำไปขัดคราบสกปรกต่าง ๆ ในห้องน้ำ เช่น อ่างล้างหน้า ชักโครก หรือพื้นห้องน้ำ


น้ำยาทำความสะอาด ห้องน้ำเอง กลิ่นไม่ฉุน สะอาดเกลี้ยงทุกซอกมุม ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/น้ำยาทำความสะอาด/

12
 ร้อยแปดพันยี่ห้อน้ำยาทำความสะอาดที่ว่าดีและเด็ด เห็นผลทันตาจนน่าตกใจ หารู้ไม่ว่ามันแฝงไปด้วยสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อคนและสิ่งของ แถมยังก่อให้เกิดผลกระทบในระยะยาวอีกต่างหาก ฉะนั้นวันนี้เราจึงได้เฟ้นเอาสูตรทำความสะอาดแบบธรรมชาติที่ใช้วัตถุดิบในครัวเรือน จากเว็บไซต์ homedit มาฝากกัน รับรองได้ว่าสบายใจทุกครั้งที่หยิบมาใช้ทำความสะอาด !

1. น้ำยาถูพื้นคราบลื่นทุกชนิด

         กลิ่นหอม ๆ ในน้ำยาถูพื้นทำให้เรามัวแต่ปลาบปลื้มจนลืมไปว่ามันคือ น้ำยาเคมีที่ฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งบ้าน ถ้าไม่อยากปอดพังมาลองผสมน้ำยาเองดีกว่า โดยใช้น้ำเปล่า น้ำส้มสายชู แอลกอฮอล์ และน้ำมันหอมระเหยกลิ่นที่มาคนให้เข้ากันแล้วนำไปถูพื้น เท่านี้พื้นบ้านของคุณก็จะสะอาดปราศจากเชื้อโรค รู้สึกสบายเท้าทุกย่างก้าวแล้ว

2. น้ำยากำจัดคราบเบา ๆ บนพรม

         ลมแทบจับเมื่อสายตาดันไปสะดุดเข้ากับคราบด่าง ๆ บนพรมสุดเลอค่าราคาสูง แต่ส่วนผสมของน้ำเปล่า 1½ ถ้วย ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ¼ ถ้วย น้ำส้มสายชู 1½ ช้อนโต๊ะ น้ำสบู่ 1½ ช้อนโต๊ะ และเพิ่มกลิ่นหอม ๆ ของน้ำมันหอมระเหยลงไปสัก 5 หยด พอคนทุกอย่างจนเข้ากันดีแล้ว ให้นำไปซักคราบสกปรกบนพรมแล้วล้างออก

3. น้ำยาทำความสะอาดคราบหกบนพรมแบบร้อน

         แน่นอนว่าความซุ่มซ่ามคือศัตรูตัวฉกาจของพรมในบ้าน ทั้งคราบกาแฟหก คราบเศษอาหาร หรือแม้กระทั่งเศษฝุ่นที่ติดเท้าเราเข้ามา พร้อมที่จะก่อตัวเป็นเชื้อโรคได้ทุกเมื่อ ต่อให้ใช้สูตรเบาอย่างที่เราว่าไปก็คงจะไม่ออกง่าย ๆ งั้นลองใช้สูตรน้ำเปล่า 2 ส่วนผสมกับน้ำส้มสายชู 1 ส่วน จัดการปาดลงบนคราบ แล้วใช้เตารีดไอน้ำมาอังไว้ประมาณ 30 วินาที พรมของคุณก็จะสะอาด แถมยังฆ่าตัดตอนเชื้อโรคไม่ให้ผุดไม่ให้เกิดได้อีกด้วย

15 สูตรทำความสะอาดสารพัดคราบ จากของในบ้าน

4. น้ำยาทำความสะอาดทุกซอกทุกมุมในครัว

         ถ้าเปรียบห้องครัวเหมือนคลังเสบียงเลี้ยงปากท้องพร้อมออกรบ ก็จงอย่าจบชีวิตด้วยน้ำยาเคมีที่ดีแต่อันตรายต่ออาหารเลย มาหยุดยั้งไอระเหยจากสารเคมีที่ดาหน้าเข้ามาหาเสบียงของเรา โดยการผสมเบกกิ้งโซดา ½ ช้อนโต๊ะกับน้ำเปล่าและน้ำส้มสายชูอย่างละครึ่งลงในกระบอกฉีด ปิดท้ายด้วยน้ำมันหอมระเหยกลิ่นมะนาวลงไปประมาณ 2-3 หยด เจอคราบตรงไหนของครัวก็ฉีดลงไป หลังจากนี้ก็ลงมือทำอาหารได้อย่างปลอดภัยแล้ว

5. น้ำยาเช็ดหน้าจออุปกรณ์ไอที

         อยากจะเปิดวิชั่นในการพิมพ์งานให้คมชัดมากยิ่งขึ้น ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งน้ำยาเช็ดหน้าจอกลิ่นฉุนก็ได้ แค่เรานำน้ำส้มสายชูมาผสมกับน้ำกลั่นในปริมาณที่เท่า ๆ กันเทลงในขวดสเปรย์ ที่สำคัญต้องใช้คู่กับผ้าไมโครไฟเบอร์เช็ดเท่านั้น เพราะมันจะไปดักจับฝุ่นบนหน้าจอให้หายเกลี้ยงและสะอาดเนี้ยบกว่าผ้าทั่วไป

6. น้ำยาฆ่าเชื้อโรคในวัตถุดิบอาหารก่อนปรุง

         เจ้าเชื้อโรคที่นับวันยิ่งกล้าแกร่งผลิตสายใหม่ทำให้เราต้องผวากับการใช้ชีวิตอยู่ตลอดเวลา มาจบชีวิตเชื้อโรคแปลก ๆ ในวัตถุดิบอาหาร ด้วยการนำหัวฉีดสเปรย์มาใส่ในขวดไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์และขวดน้ำสายชูแทนฝาปิด จากนั้นฉีดน้ำยาไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ลงบนวัตถุดิบอาหาร 1 ครั้ง และตามด้วยน้ำส้มสายชูอีก 1 ครั้ง ล้างออกด้วยน้ำเปล่าให้สะอาดก่อนนำไปทำอาหาร ที่สำคัญห้ามผสมทั้งสองชนิดเข้าด้วยกันเด็ดขาด เพราะมันจะทำให้เกิดสารเคมีชนิดใหม่ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้

7. น้ำมันถนอมเขียงไม้และดับกลิ่นให้สิ้นซาก

         ถึงจะมั่นใจว่าวัตถุดิบสะอาดปลอดภัยไร้เชื้อโรคแล้ว แต่เขียงหั่นอาหารก็เป็นอีกหนึ่งตัวการสำคัญที่เราต้องระวังให้ดี โดยนอกจากเราจะต้องล้างและเช็ดให้ถูกวิธีแล้ว แนะนำให้ใช้ผ้าชุบน้ำมันมะพร้าวเช็ดหน้าเขียงเอาอีกที แล้วเขียงก็จะสะอาดขึ้นเป็นเท่าตัวแถมยังดับกลิ่นคาวได้อีกด้วย

15 สูตรทำความสะอาดสารพัดคราบ จากของในบ้าน

8. น้ำยาทำความสะอาดกระจกเผยความใสวิ้ง

         กระจกใส ๆ ก็สร้างลุคดี ๆ ให้กับบ้านได้เหมือนกัน ต่อให้เอาน้ำเคมีมาใช้ก็ใสได้แค่ในระยะสั้นเท่านั้นเอง เพราะมันจะไปกัดกร่อนพื้นผิวกระจกให้ดูหมองขึ้นกว่าเดิม ถ้าอย่างนั้นลองมาใช้สูตรน้ำส้มสายชู ½ ถ้วยผสมกับแอลกอฮอล์ ½ ถ้วย และน้ำเปล่าเพียงนิดหน่อย จากนั้นคนให้เข้ากันแล้วเทใส่ขวดฉีด จะได้ใช้อย่างถนัดมือ

9. น้ำยากำจัดคราบสบู่ในห้องน้ำล้างทุกความลื่น

         แค่ระวังเรื่องเชื้อโรคในห้องน้ำก็เครียดมากพออยู่แล้ว นี่ยังต้องมาระแวงคราบสบู่ในห้องน้ำอีก มาทำความสะอาดคราบลื่น ๆ เหล่านั้นด้วยผงบอแรกซ์ 2 ช้อนชา  น้ำสบู่น้ำมันมะกอก 1 ช้อนชา น้ำส้มสายชู ¾ ถ้วย น้ำร้อน 1½ ถ้วย ตามด้วยน้ำมันต้นชาสกัด 10 หยด แล้วผสมส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน จากนั้นเทใส่ขวดสเปรย์ ฉีดลงไปบนคราบสบู่ พร้อมทั้งใช้ฟองน้ำขัดและล้างออกให้เกลี้ยง
 
10. สครับขัดอ่างอาบน้ำให้สะอาดล้ำลึก

         บอกเลยว่าน้ำยาเคมีส่งผลเสียต่อเครื่องสุขภัณฑ์ทุกชนิด ถ้าไม่อยากเสียเงินเปลี่ยนบ่อย ๆ ก็ลองทำความสะอาดด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติดูสิคะ โดยใช้ดีเกลือหรือเบกกิ้งโซดาโรยไปที่อ่างอาบน้ำ แล้วนำมะนาวหรือส้มหั่นครึ่งลูกมาขัดทำความสะอาดซ้ำลงไป รับรองว่าทั้งสะอาดและปลอดภัยไม่ทำลายพื้นผิวงาม ๆ ของอ่างน้ำแน่นอน

11. สูตรยาสีฟันล้างคราบบนกระเบื้องหินอ่อน

         ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูขาวใสของ กระเบื้องหินอ่อน ทำให้เรามองข้ามการทำความสะอาดอย่างจริงจัง แต่ก็สามารถทำให้กระเบื้องสะอาดได้จริงจากของใช้ที่มีอยู่ในบ้าน โดยแค่ใช้ยาสีฟันชุบลงในน้ำส้มสายชู แล้วนำไปขัด ๆ ถู ๆ ที่กระเบื้องหินอ่อนให้เชื้อโรคที่ฝังตัวอยู่ตามซอกกระจายหายไปเท่านั้นเอง 


สูตรทำความสะอาดสารพัดคราบ น้ำยาล้างคราบน้ำมัน ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/น้ำยาล้างคราบน้ำมัน/

13
ที่เรียกแบบเป็นทางการว่าน้ำเสียชุมชน หรือน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมก็ใช้หลักการเดียวกันคือ การแยกสิ่งปนเปื้อนออกจากน้ำ การแยกนั้นทำได้หลายวิธีตามธรรมชาติของสิ่งปนเปื้อน ส่วนจะเลือกวิธีใดก็ต้องพิจารณาต้นทุนการบำบัดไม่ให้สูงเกินความจำเป็น

กระบวนการทั่วไปที่ใช้บำบัดน้ำเสียมีดังนี้

1. วิธีการทางกายภาพ เป็นการใช้กระบวนการเชิงกลในการแยกสิ่งปนเปื้อนมีขนาดใหญ่และไม่ละลายน้ำออกจากน้ำ เช่น

การกรอง เป็นวิธีการง่ายๆ ใช้ตะแกรงหรือแผ่นกรอง กรองน้ำเสียเพื่อแยกขยะชิ้นใหญ่ไปกำจัดด้วยวิธีอื่นต่อไป

การตกตะกอน น้ำที่มีสิ่งปนเปื้อนขนาดเล็กกรองออกยากและหนักกว่าน้ำมาก เช่น กรวด ทราย การออกแบบให้มีแผ่นกั้นหรือทำทางน้ำไหลให้วกวน ดังภาพที่ 4 เพื่อเพิ่มระยะทางการไหลและทำให้น้ำไหลช้าลงก็จะช่วยให้สิ่งเจือปนตกตะกอน แยกออกจากน้ำได้ง่าย

การดูดซับ ด้วยตัวดูดซับที่เหมาะสม เช่น เรซิน ถ่านกัมมันต์ ก็เป็นวิธีการที่นำมาใช้ในกรณีที่สิ่งปนเปื้อนละลายน้ำ ไม่สามารถกรองด้วยตะแกรงได้และทำให้ตกตะกอนยากแต่กฎหมายกำหนดให้บำบัดเพราะเป็นพิษ เช่น สารเคมีที่ละลายอยู่ในน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม

น้ำที่ผ่านกระบวนการบำบัดด้วยวิธีการทางกายภาพหากเหลือความสกปรกน้อยกว่าที่กำหนดในกฎหมายก็ทิ้งลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะได้เลย แต่ถ้ายังสกปรกเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดก็ต้องนำไปบำบัดด้วยวิธีอื่นต่อไป

2. วิธีทางเคมี น้ำเสียที่มีสารเคมีละลายอยู่ และไม่สามารถบำบัดด้วยวิธีทางกายภาพก็อาจเติมสารเคมีที่เหมาะสม เพื่อเปลี่ยนรูปเป็นเกลือที่มีความเป็นพิษน้อยลง หรือทำให้ตกตะกอนแยกออกจากน้ำได้ง่ายขึ้น วิธีนี้สิ้นเปลืองเพราะต้องซื้อสารเคมีเพิ่มไปเรื่อยๆ

3. วิธีการทางชีววิทยา เป็นวิธีการที่เลียนแบบกระบวนการทางธรรมชาติที่สิ่งมีชีวิตดูดซับเอาสารอาหารจากธรรมชาติมาใช้ในการดำรงชีวิต โดยปรับสภาวะแวดล้อมให้สิ่งมีชีวิตในน้ำทิ้งเจริญอย่างรวดเร็ว สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นก็จะดูดซับเอาสิ่งปนเปื้อนในน้ำไปใช้เร็วขึ้น ทำให้น้ำสะอาดจนสามารถทิ้งลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติได้โดยไม่ทำให้แหล่งน้ำที่รับน้ำทิ้งเน่าเสีย เนื่องจากสิ่งมีชีวิตในน้ำมีหลายรูปแบบทำให้สามารถเลือกมาใช้ให้เหมาะสมกับน้ำทิ้งแต่ละประเภทที่สกปรกไม่เท่ากัน โดยทั่วไปสิ่งมีชีวิตที่ใช้ในการบำบัดน้ำเสียมีสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ พืช และจุลินทรีย์

การใช้พืชบำบัดน้ำเสีย จัดเป็นรูปแบบหนึ่งของกระบวนการที่เรียกว่า Phytoremediation ซึ่ง Phytoremediation ครอบคลุมไปถึงการใช้พืชดูดซับสารพิษในดิน4 แต่ในกรณีนี้เป็นการทำพื้นที่ชุ่มน้ำ (wetland) โดยปลูกพืชที่ชอบพื้นที่ชุ่มน้ำ เช่น ธูปฤาษี กก พุทธรักษา เป็นต้น แล้วให้น้ำเสียไหลผ่าน พืชจะดูดซับสารปนเปื้อนจากน้ำรวมทั้งกรองตะกอนที่มีในน้ำ ทำให้น้ำสะอาดขึ้น ปัจจุบันมีแปลงสาธิตเพื่อแสดงการใช้พื้นที่ชุ่มน้ำบำบัดน้ำเสียที่โครงการพระราชดำริแหลมผักเบี้ย จังหวัดเพชรบุรี

การใช้จุลินทรีย์บำบัดน้ำเสีย เป็นวิธีที่ใช้กันทั่วไปทั้งในการบำบัดน้ำเสียชุมชนและน้ำเสียอุตสาหกรรม เพราะเป็นวิธีที่บำบัดน้ำให้สะอาดได้เร็ว ควบคุมง่าย ต้นทุนไม่สูงนัก หลักการคือปรับสภาวะในถังบำบัดน้ำเสียให้เหมาะกับการเจริญของจุลินทรีย์ ทำให้จุลินทรีย์แบ่งตัวเพิ่มจำนวนและดูดซับสารเข้าไปในเซลล์ น้ำจึงสะอาดขึ้น หลังจากนั้นแยกจุลินทรีย์ออกจากน้ำเพื่อให้น้ำสะอาด มีลักษณะสมบัติตามกฎหมายกำหนด เนื่องจากจุลินทรีย์มีทั้งแบบที่ใช้ออกซิเจนและแบบที่ไม่จำเป็นต้องใช้ออกซิเจนในการหายใจ ระบบบำบัดน้ำเสียด้วยจุลินทรีย์จึงมีทั้งแบบที่ต้องเติมอากาศ และแบบที่ไม่ต้องเติมอากาศ

แบบที่ต้องเติมอากาศ สามารถบำบัดน้ำเสียได้เร็วเหมาะกับที่ๆ มีน้ำเสียมากพอที่จะไหลเข้าสู่ระบบทั้งวัน เช่น โรงงานอุตสาหกรรมอาหารที่มีการผลิตต่อเนื่องตลอดวัน หรือแม้กระทั่งชุมชนขนาดใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ ซึ่งมีน้ำเสียที่ต้องบำบัดถึงวันละกว่า 703,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน3 แต่การเติมอากาศ ทำให้ต้องเสียค่าไฟฟ้าและทำให้มีตะกอนจุลินทรีย์เกิดขึ้นมาก จึงต้องมีกระบวนการกำจัดตะกอนจุลินทรีย์ต่อไปอีก ต้นทุนการบำบัดจึงค่อนข้างสูง

แบบที่ไม่เติมอากาศ บำบัดน้ำเสียได้ช้ากว่าแบบเติมอากาศ จุลินทรีย์แบบนี้ต้องการสารอาหารมากจึงเหมาะกับน้ำเสียที่มีสารปนเปื้อนเข้มข้น เช่น โรงงานอุตสาหกรรมอาหารกระป๋อง อุตสาหกรรมแป้งและน้ำตาลเป็นต้น เมแทบอลิซึมของจุลินทรีย์แบบนี้เป็นการหมัก (fermentation) เป็นส่วนใหญ่ ทำให้เกิดแก๊สมีเทนซึ่งสามารถเก็บรวบรวมเพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ (ภาพที่ 6) ในต่างประเทศมีการนำแก๊สมีเทนไปใช้เดินเครื่องผลิตไฟฟ้า ข้อด้อยของการบำบัดน้ำ
เสียแบบนี้คือน้ำที่ผ่านการบำบัดยังคงมีความสกปรกเหลืออยู่มาก ต้องนำไปบำบัดแบบเติมอากาศอีกครั้งจึงจะสะอาดพอที่จะทิ้งลงแหล่งน้ำสาธารณะได้

ปัจจุบันประชากรโลกมีมากขึ้น จึงจำเป็นต้องเพาะปลูกธัญพืชเพื่อใช้เป็นอาหาร เช่น ข้าว ข้าวสาลี ข้าวโพด รวมทั้งต้องเพาะปลูกพืชเพื่อใช้เป็นพลังงาน เช่น ปาล์ม สบู่ดำ ให้มากขึ้น ความต้องการใช้น้ำในการเกษตรจึงสูงขึ้นไปด้วย ในภาวะแห้งแล้งที่ประเทศไทยกำลังประสบอยู่ในปัจจุบัน การนำน้ำที่บำบัดสะอาดดีแล้วมาใช้ในการเกษตรจะช่วยให้เราใช้น้ำได้คุ้มค่ากับการลงทุนบำบัดน้ำ และยังเป็นการช่วยลดปัญหาการแย่งชิงน้ำระหว่างการอุปโภคและการเกษตรไปพร้อมกันด้วย


วิธีการทางกายภาพ กระบวนการทั่วไปที่ใช้ บำบัดน้ำเสีย ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/บำบัดน้ำเสีย/

14
ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำง่าย ๆ แต่ได้ผลดีในการกำจัดลูกน้ำยุงลายที่เกิดในแต่ละภาชนะ

1. ภาชนะที่เก็บน้ำไว้เพื่อกิน หรือใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น โอ่งน้ำดื่ม หรือโอ่งน้ำใช้ โอ่งซีเมนต์ในห้องน้ำ ฯลฯ ให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างการใส่ทรายอะเบท หรือการปล่อยปลาหางนกยูง หรือปลาสอด หรือปลากัดเพื่อกินลูกน้ำ และถ้าปิดฝาได้ก็ยิ่งดีใหญ่ เพราะยุงจะลงไปไข่ลำบากขึ้น

ทรายอะเบทเป็นทรายที่เคลือบยาฆ่าลูกน้ำ แต่ไม่มีอันตรายต่อคน ยาที่เคลือบอยู่จะค่อย ๆ ละลายออกมาและมีฤทธิ์อยู่นาน 3 เดือน ดังนั้น จึงต้องเติมทรายอะเบททุก 3 เดือน ปริมาณที่ใช้คือ 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 10 ปี๊บ (โอ่งมังกร)

การปล่อยปลากินลูกน้ำจะปล่อยโอ่งละ 2 ตัว และถ้าปลาหายไปให้เพิ่มปลาเท่าเดิม สามารถขอปลานี้ได้จากสถานบริการสาธารณสุขระดับจังหวัดและอำเภอทั่วไป

ท่านควรจะตัดสินใจเลือกใช้วิธีที่ท่านชอบ เพราะทั้งสองวิธีได้ผลทั้งคู่ ในกรณีที่ไม่ทำทั้งสองอย่าง อย่างน้อยก็ขอให้ท่านปิดผาโอ่งมิดชิดด้วยฝาหรือตาข่ายพลาสติกหรือผ้าพลาสติก และล้างขัดถูผิวภายในโอ่ง และเทน้ำทิ้งทุก 7 วัน

2. ขาตู้กันมด มักจะใส่น้ำหล่อไว้เพื่อกันมดไต่ขาตู้กับข้าว เราควรจะเปลี่ยนมาใส่ขี้เถ้าที่เกิดจากถ่านหรือฟืนแทน หรือใส่น้ำมันขี้โล้ น้ำมันดีเซล หรือน้ำมันอะไรก็ได้แทนน้ำ นอกจากจะไม่ต้องคอยเติมแล้ว ยังกันมดได้ดี และที่สำคัญยุงลายไม่ลงไปวางไข่แน่นอน

3. แจกันดอกไม้ ใช้วิธีถ่ายน้ำทิ้งทุก 7 วัน นอกจากจะกันยุงลายลงไปวางไข่ แล้วยังช่วยให้ต้นมีน้ำสะอาดเสมอ

4. ภาชนะที่มีน้ำขังอื่น ๆ ที่อยู่รอบบ้าน เช่น ยางรถยนต์ กระป๋อง ถัง หรือขวดพลาสติกต่าง ๆ ใช้วิธีขุดหลุมฝัง หรือทำลายทิ้งด้วยวิธีอื่น ๆ อย่าเสียดายมันเลยนะครับ



กำจัดลูกน้ำ ปลอดยุงลาย ปลอดภัยจากไข้เลือดออก ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bciworld.net/

15
โครงสร้างทางเคมีของไขมัน

ไขมันประกอบไปด้วยธาตุหลัก 3ชนิด ได้แก่ คาร์บอน ไฮโดรเจน และ ออกซิเจน เช่นเดียวกับคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน
อย่างไรก็ตามไขมันมีองค์ประกอบเป็นคาร์บอนและไฮโดรเจนแต่มีออกซิเจนน้อย
ไขมันยังสามารถแบ่งตามการมีพันธะคู่ของคาร์บอนอะตอมภายในกรดไขมันได้แก่
กรดไขมันอิ่มตัว (Saturated fatty acids) ซึ่งไม่มีพันธะคู่ระหว่าง
อะตอมของคาร์บอน ปกติพบได้ในไขมันจากสมองสัตว์หรือเครื่องในสัตว์
กรดไขมันไม่อิ่มตัว (Unsaturated fatty acids) ซึ่งมีพันธะคู่ พบได้ในไขมันพืช
ส่วนไขมันในระบบน้ำเสียหรือท่อน้ำทิ้ง คือไขมันที่ผ่านการใช้งาน ซึ่งจัดอยู่ในรูปของเสีย และเป็นต้นเหตุของปัญหาที่มีต่อระบบนิเวศ แต่โครงสร้างของมันจะยังไม่เปลี่ยนแปลง คนส่วนใหญ่มักจะมองเห็นความสำคัญเมื่อของปัญหา เมื่อเวลาที่พวกมันก่อตัวเป้นของแข้งแล้ว นั่นคือปลายเหตุของไขมัน คือการยับยั้งการก่อตัวตลอดไปของไขมัน ด้วยการตัดข้อต่อเชื่อม ระหว่างสารประกอบ ที่เรียกว่าโมเรกุล เช่นตัวอย่างโมเรกุลไขมันดังภาพด้านล่างนี้….กล่าวคือH,O,C,จะเป็นอิสระตลอดไปทำงาน

ย่อยไขมันในท่อน้ำทิ้ง

หลักการทำงาน
จะเข้าไปทำปฏิกิริยา แยกโมเลกุลสารประกอบดังภาพข้างบนให้เป็นโมเลกุลเดี่ยว ที่จะไม่สามารถออกฤทธิ์ หรือไม่ให้อยู่ในสภาพของไขมันได้อีกต่อไป
ข้อดีคือ เป็นการทำลายไขมัน-กำจัดกลิ่น ที่ต้นตอได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นการแก้ไขปัญหาเรื่องของไขมันอย่างถูกวิธี ให้ความปลอดภัย ฟื้นฟูธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริง
วิธีการประยุกต์ใช้ สามารถใช้ผสมน้ำในน้ำยาล้างจานได้,ติดตั้งอุปกรณ์เพื่อหยด,Feedตามทางไหลของน้ำทิ้ง เช่นท่อ,อ่างล้างจาน หรือในกรณีทีอยู่ตามพื้นบ้านหรือโรงงาน ใช้ราดไปพร้อมๆกับการล้างพื้นปกติ



กำจัดไขมัน กำจัดกลิ่นที่เกิดจากการเน่าเสียของไขมัน  ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bciworld.net/

หน้า: [1] 2